คนที่มีสินทรัพย์เกิน 1 พันล้านเยนมีแนวทางการลงทุนที่เป็นจุดร่วมกัน
“ฉันเองทำงานไปเพื่ออะไรนะ” อาจมีคนที่เคยคิดแบบนี้ไม่น้อยเลย ทุกเดือนมีเงินเดือนเข้าบัญชี ค่าเช่า ค่าอาหาร และภาษีค่อยๆ ถูกหายไป แล้วเงินที่เหลือค่อยนำไปฝากไว้ในบัญชีธนาคาร เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เราจะพบว่าเราเข้าสู่ช่วงยุค 40 แล้ว และในช่วงเวลานั้นเอง คำถามว่า “ยังทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ได้หรือไม่” ก็เริ่มก่อกำเนิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอกใจ
ในญี่ปุ่นปัจจุบันมีครัวเรือนที่มีสินทรัพย์ทางการเงินมากกว่า 100 ล้านเยน ซึ่งเรียกกันว่า “ชนชั้นผู้มีฐานะ” มากกว่า 150 ล้านครัวเรือนโดยประมาณ ถือว่าเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 3% ของทั้งหมด แต่จำนวนนี้เพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าเขาจะเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะเป็นพิเศษหรือไม่ จากบิดามารดาที่ทิ้งมรดกหลายร้อยล้านเยนมีไม่น้อย แต่ก็มีผู้ที่ทำงานเหมือนพุทธอาชีพทั่วไป แล้วสร้างสินทรัพย์ 100 ล้านเยนขึ้นมาภายในระยะเวลา 30 ปีถึง 40 ปีจำนวนไม่น้อย
แล้วสำหรับผู้ที่ครบ 100 ล้านเยนขึ้นไป มีแนวคิดหรือรูปแบบการกระทำร่วมกันบ้างหรือไม่ คำตอบคือ “มี” และแนวคิดนั้นเรียบง่ายจนชวนประหลาด และไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์พิเศษหรือโชคลาภมากนัก เหตุผลก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องนี้ หรือรู้แต่ไม่สามารถลงมือทำได้
บทความนี้จะเขียนเกี่ยวกับปรัชญาการลงทุนและพฤติกรรมที่ผู้ที่มีสินทรัพย์ 100 ล้านเยนขึ้นไปมักมีร่วมกัน อย่างละเอียดและตรงไปตรงมา เพื่อให้คุณอ่านแล้วเห็นว่า ไม่ใช่วิธีลับในการรวย แต่เป็นคำตอบที่จริงใจต่อคำถามว่า “ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่รวย”
สิ่งที่คุณควรทราบเป็นอันดับแรกคือ เกือบทั้งหมดของผู้ที่มีสินทรัพย์เกิน 100 ล้านเยนไม่ได้ “รวยจากการเทรดเดี๋ยวเดียว”
หลายคนมักนึกภาพคนรวยว่าเป็นผู้ที่ทำกำไรจากหุ้น หรือรวยแบบเศรษฐีคริปโต หรือผู้ที่ทำกำไรจากฟอเร็กซ์ในชั่วข้ามคืน ซึ่งเรื่องราวแบบนี้มักโดดเด่นบนทีวีหรือสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้คนคิดไปเองว่าการบรรลุ 100 ล้านเยนต้องมีความสามารถพิเศษหรือโชคลาภเท่านั้น แต่ความจริงคือชนชั้นรวยมากที่สุดส่วนใหญ่เดินทางมาในทางที่เรียบง่ายมากๆ
เส้นทางที่คนรวยส่วนใหญ่เดินนั้นเรียบง่ายมากจนดูไม่น่าตื่นเต้น: ประสมเงินเป็นประจำทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ และถือครองมายาวนานเท่านานเท่าที่จะทำได้ แค่นั้นเอง แต่การทำ “แค่ส่วนนั้นให้ได้อย่างเคร่งครัด” กลับมีน้อยคนที่ทำได้
ลองคิดเป็นตัวเลขดูนะ เดือนละ 50,000 เยนลงทุนด้วยอัตราเร่ง 5% ต่อปีเป็นเวลา 30 ปี จะได้ประมาณ 41,600,000 เยน เดือนละ 100,000 เยนจะได้ประมาณ 83,200,000 เยน และหากเงินเดือนสูงขึ้นและสามารถเพิ่มเงินสะสมและลงทุนโบนัสได้ในระยะยาว 30 ปี สามารถเกิน 100 ล้านเยนได้จริง
ที่สำคัญคือ อัตราให้ผลตอบแทน 5% ต่อปีไม่ใช่ “ผลตอบแทนสูงในฝัน” แต่อย่างใด ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 6–8% ต่อปีโดยทั่วไป ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมีทักษะพิเศษพรสวรรค์ หรือความสัมพันธ์กับบริษัทหลักทรัพย์ เพียงแค่ใส่เงินเข้าในพอร์ตที่ถูกต้องและปล่อยให้มันเติบโต ผลตอบแทนดังกล่าวก็เคยทำได้มาแล้วในอดีต
แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ถึงทำไม่ได้? นี่คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างผู้มี 100 ล้านเยนและนักลงทุนทั่วไป
เมื่อถามผู้ที่มีสินทรัพย์ 100 ล้านเยนขึ้นไป เกือบทุกคนจะพูดคำนี้ออกมาว่า “เราไม่ให้อารมณ์มากำกับเงิน”
ในโลกการลงทุน อารมณ์คือศัตรูร้ายแรงที่สุด เมื่อราคาหุ้นขึ้น ก็อยากซื้อเพิ่มมากขึ้นหรือตอนที่ราคาหุ้นลง ก็กลัวจนอยากขายทั้งหมด ความผันผวนของอารมณ์นั้นทำให้หลายคนซื้อที่สูงและขายที่ต่ำอย่างผิดพลาดซ้ำๆ
ในวิกฤตแฮมเบอเกอร์ปี 2008 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นตกลงมาประมาณ 60% ในระยะเวลาไม่กี่เดือน ในช่วงนั้นนักลงทุนรายย่อยหลายคนยอมให้ความกลัวควบคุมและขายหุ้นทั้งหมด ในขณะที่ผู้ที่มีมากกว่า 100 ล้านเยนส่วนใหญ่ยังคงเฉยๆ หรือบางคนซื้อเพิ่มเมื่อราคาลดลง
ทำไมพวกเขาถึงทำได้ เพราะพวกเขาเชื่อว่า “ตลาดจะลงและฟื้นตัวแน่นอน” ความเชื่อนี้เกิดจากการศึกษาประวัติศาสตร์ ตลาดหลังเหตุการณ์ล่มต่างๆ อย่าง Lehamn Shock และวิกฤต IT bubble ในปี 2000 ฯลฯ หลังจากนั้นตลาดก็ทำจุดสูงสุดใหม่เสมอ ผู้ที่เข้าใจความจริงข้อนี้จนถึงกระดูกนั้นจะมองการล่มลงไม่ใช่เป็นการขาดทุน แต่เป็น “โอกาสลดราคา”
ตรงข้ามกับการกระทำที่นำไปสู่ความเสี่ยงทางอารมณ์เมื่อเห็นตลาดขึ้น ผู้ที่มีสินทรัพย์ 100 ล้านเยนขึ้นไปจะหลีกเลี่ยงความตื่นเต้นดังกล่าว ด้วยระบบอัตโนมัติในการสะสมเงินทุกเดือนตามจำนวนที่กำหนด ทำให้ไม่ต้องตัดสินใจด้วยอารมณ์ เช่น “วันนี้ตลาดแพงเกินไปไม่ซื้อ” หรือ “เดี๋ยวนี้กำลังขึ้นให้ซื้อให้มาก” จนไม่ให้ความคิดเชิงอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
แนวคิดการทำงานแบบออโต้มัตินี้ดูเรียบๆ แต่จริงๆ แล้วเป็นกลไกลการควบคุมตนเองที่ซับซ้อน คนที่มีสินทรัพย์ 100 ล้านเยนขึ้นไปไม่ได้พึ่งพากำลังใจเท่านั้น แต่สร้างระบบเพื่อขจัดอารมณ์ออกไป
ถัดไปเราจะพูดถึง “ความรู้สึกต่อเวลา” ที่คนที่มีสินทรัพย์ 100 ล้านเยนขึ้นไปมีเป็นเอกลักษณ์
นักลงทุนทั่วไปมักวัดผลการลงทุนจาก “ปีนี้ได้กำไรเท่าไร” หากทำ 5% ต่อปีจะน้อยเกินไปและหากได้ 20% จะดูเหมือนมาก แล้วก็ขับรถเข้าสู่การลงทุนที่ความเสี่ยงสูงเพื่อหวังผล 20% นั่นคือภาพคิดของคนส่วนใหญ่
แต่ผู้ที่มีสินทรัพย์ 100 ล้านเยนขึ้นไป เข้าคิดจาก “อนาคตหลัง 10 ปี 20 ปี 30 ปีจะเป็นอย่างไร” พวกเขาไม่ค่อยสนใจผลตอบแทนระยะสั้น โดยทั่วไปแล้วคิดว่า “หากเฉลี่ยได้ประมาณ 7% ต่อปี ตลอด 10 ปี ก็เพียงพอ” ดังนั้นจึงไม่รู้สึกตามอารมณ์ต่อผลลัพธ์ในแต่ละปี
สิ่งนี้เรียกว่า “มุมมองตามกรอบเวลา” เมื่อมีกรอบเวลาที่ยาวขึ้น ความเสี่ยงที่คุณรับจะเปลี่ยนไป
เงินที่ต้องใช้งานในอีก 10 ปีข้างหน้าแตกต่างจากเงินที่จะใช้งานในปีถัดไปอย่างสิ้นเชิง การลงทุนในหุ้นเพื่อเงินใช้ในปีหน้ากลายเป็นการกระทำที่โง่ เพราะอาจราคาหุ้นลดลงครึ่งหนึ่งได้ในปีหน้า อย่างไรก็ตาม การลงทุนเงินที่ใช้ในอีก 10 ปีข้างหน้าในหุ้นนั้นมีหลักเหตุผลที่สมเหตุสมผล เมื่อมีกรอบเวลากว่า 10 ปี ก็มีเวลาฟื้นตัวเพียงพอ
ดูพอร์ตการลงทุนของผู้มี 100 ล้านเยน จะเห็นได้ว่าพวกเขาแบ่งเงินออกเป็นหลายถังตามการใช้งานและกรอบเวลา ภายใน 5 ปีน่าจะมีเงินที่ใช้งานอยู่ในรูปแบบเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้น ในขณะที่เงินที่ไม่ต้องใช้งานภายในมากกว่า 10 ปี จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นและอสังหาริมทรัพย์อย่างรุกล้ำ แนวคิดที่เรียกว่า “กลยุทธ์ถังน้ำทิ้งน้ำล้น” นี้ช่วยกั้นไม่ให้ตัดสินใจขายด้วยอารมณ์เมื่อราคาหุ้นร่วงชั่วคราว เพราะพวกเขาคิดว่าเงินที่ใช้งานใน 10 ปีข้างหน้า ยังต้องใช้งานได้ในอนาคต
นอกจากนี้ การมีกรอบเวลายาวยังช่วยใช้ประโยชน์จากกำไรทบต้นได้สูงสุด แม้ว่าอายุตป็นที่พูดถึงว่า “กำไรทบต้นคือความลึกลับอันดับ 8 ของโลก” ตามที่อ้างว่าเป็นคำพูดของอีมส์อีนสไตน์ แต่ความจริงคือพลังของทบต้นนั้นน่าทึ่งมาก ทั้งทางคณิตศาสตร์
ถ้าใช้เงิน 1 ล้านเยนในการลงทุนที่ 7% ต่อปี หลัง 10 ปี จะได้ประมาณ 1,970,000 เยน หลัง 20 ปี จะได้ประมาณ 3,870,000 เยน และหลัง 30 ปี จะได้ประมาณ 7,610,000 เยน ซึ่งหากรวมการลงทุนเพิ่มเติมจะได้ผลลัพธ์ที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า
เพื่อเพิ่มพลังทบต้นให้เต็มกำลัง จำเป็นต้องทำสองหลักการคือ “ไม่ถอนเงินกลางทาง” และ “ลงทุนต่อในระยะยาวให้มากที่สุด” ผู้ที่มี 100 ล้านเยนขึ้นไปยึดมั่นกับสองหลักการนี้อย่างเคร่งครัด เมื่อต้องการเงินสำหรับบ้านหรือค่าเล่าเรียน ก็จะพยายามยึดทรัพย์ไว้ในสินทรัพย์ระยะยาวและหาวิธีรับมือด้วยวิธีอื่น ซึ่งจะส่งผลให้ต่างกันมากในอีก 10 หรือ 20 ปี
ในเรื่องกลยุทธ์การลงทุนของผู้มี 100 ล้านเยน หนึ่งข้อที่ขาดไปไม่ได้คือ ความคิดเรื่องต้นทุน
หลายคนไม่ค่อยใส่ใจเรื่อง “ค่าใช้จ่าย” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อผลตอบแทนระยะยาว โดยปัญหาส่วนใหญ่คือ ค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมที่เรียกว่า “ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ”
ลองเปรียบเทียบระหว่างกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมบริหาร 1.5% ต่อปี ของกองทุนเชิงรุก กับกองทุนอินเด็กซ์ที่ 0.1% ต่อปี หากสะสมเงินเดือนละ 50,000 เยนเป็นเวลา 30 ปี เมื่อคำนวณดูแล้ว หากผลตอบแทนเท่ากัน ความต่างของค่าใช้จ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่ต่างกันสามารถทำให้สินทรัพย์สุดท้ายต่างกันหลายแสนถึงล้านเยน
1.5% กับ 0.1% นั้นดูต่างกันแค่ 1.4% แต่เมื่อนำมาคิดทบต้นตลอด 30 ปี เงินที่ถูกหักเพิ่มอีก 1.4% จะสะสมเป็นจำนวนมากในที่สุด
ผู้มี 100 ล้านเยนจะเลือกสิ่งที่มีต้นทุนต่ำ เนื่องจากเข้าใจว่า “ผลตอบแทนที่มากขึ้นจะถูกหักด้วยค่าใช้จ่ายน้อยลง” ในประเทศไทย ญี่ปุ่น มีข้อมูลว่า ETF อย่าง eMAXIS Slim และ SBI・V Series และกองอินเด็กซ์ต้นทุนต่ำอื่นๆ ที่มีค่าธรรมเนียม 0.05–0.2% ได้กลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งช่วยให้การสร้างความมั่งคั่งระยะยาวได้เปรียบมาก
นอกจากนี้ ต้นทุนทางภาษีเองก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน เกือบทุกคนที่มีสินทรัพย์เกิน 100 ล้านเยนใช้งานบัญชีที่ได้รับประโยชน์ทางภาษี เช่น NISA หรือ iDeCo อย่างเต็มที่
NISA ใหม่เริ่มตั้งแต่ปี 2024 โดยวงเงินลงทุนตลอดชีพเป็น 18 ล้านเยน วงเงินลงทุนต่อปี 3.6 ล้านเยน (วงเงินสะสม 1.2 ล้านเยน + วงเงินเพื่อการเติบโต 2.4 ล้านเยน) ได้ขยายออกไป กำไรจากการลงทุนและเงินปันผลภายในกรอบนี้จะไม่มีภาษี โดยทั่วไปกำไรจากการลงทุนจะถูกหักภาษีประมาณ 20% หากมีกำไร 1,000,000 เยน ก็จะหักภาษี 200,000 เยน หากอยู่ในกรอบ NISA แล้ว เงิน 200,000 เยนนี้จะคงอยู่กับคุณ
iDeCo มีการหักเงินสมทบทั้งหมดจากรายได้และกำไรจากการลงทุนก็ไม่เสียภาษี และเมื่อถอนก็มีการลดหย่อนภาษีในบางขั้นตอน โดยเฉพาะผู้ที่มีอัตราภาษีสูงจะได้รับประโยชน์จาก iDeCo มาก การใช้ประโยชน์ก็ยิ่งสูงขึ้นเมื่อมีรายได้สูง
ผู้มี 100 ล้านเยนไม่เพียงแต่คิดถึง “จะเอาเงินที่ได้ไปทำอะไร” แต่ยังคิดถึง “วิธีลดภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายให้ได้มากที่สุด” ซึ่งไม่ใช่แค่การลดหย่อนภาษี แต่คือการรักษาเงินที่คุณควรมีไว้ในมือให้อยู่กับคุณอย่างถูกต้อง
เมื่อตรวจสอบโครงสร้างสินทรัพย์ของชนชั้นผู้มีฐานะในญี่ปุ่น จะพบว่าการมีอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับทรัพย์สินทางการเงินเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ว่าการมีหุ้นอย่างเดียวนำให้เป็น 100 ล้านเยน แต่การรวมทั้งสองอย่างนี้ทำให้มีผู้มีสินทรัพย์สูงมากกว่า
ทำไมอสังหาริมทรัพย์จึงถูกนำมารวมอยู่ในสินทรัพย์ของผู้มีฐานะ นี่คือเหตุผลบางประการ
ก่อนอื่น อสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่ “ต้านทานเงินเฟ้อได้ดี” เมื่อราคาสินค้าแพงขึ้น ค่าเช่าก็มีแนวโน้มสูงขึ้น มูลค่าสินทรัพย์ก็เพิ่มขึ้นอสังหาริมทรัพย์มีข้อได้เปรียบในการรับผลประโยชน์จากเงินเฟ้อโดยตรงมากกว่าหุ้น
ถัดไป อสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่สามารถใช้เลเวอเรจได้ ไม่จำเป็นต้องมีเงินสด 1 ล้านบาทในการซื้อ ก็สามารถซื้อทรัพย์สินมูลค่าหลายล้านได้ด้วยเงินดาวน์ 20–30% และการกู้สินเชื่อบ้านหากใช้งานได้ดีจะทำให้ผลตอบแทนต่อเงินทุนสูงมาก
ยิ่งไปกว่านั้น อสังหาริมทรัพย์ยังสร้างกระแสเงินสดรายเดือนอย่างสม่ำเสมอ ไม่เหมือนหุ้นที่เงินปันผลขึ้นลงตามผลประกอบการ ขณะที่ค่าเช่าจะคงที่มากกว่าน่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มุ่งไปสู่ FIRE หรือผู้ที่ต้องการมีค่าใช้จ่ายในชีวิตหลังเกษียณจากสินทรัพย์
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็มีความเสี่ยง เช่น ความว่างของห้อง ความค่าสร้างซ่อม สูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่องที่ต่ำ ซึ่งเป็นความเสี่ยงพิเศษที่ต่างจากหุ้น ผู้ที่มี 100 ล้านเยนขึ้นไปมักเข้าใจความเสี่ยงเหล่านี้ดี และกระจายความเสี่ยงโดยการถือหุ้นในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง อสังหาริมทรัพย์ และเงินสด
ในด้านการลงทุนในหุ้น ความคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงถูกนำไปใช้อย่างเคร่งครัด การลงทุนในหุ้นของบริษัทหนึ่งบริษัททั้งกองออกมามักไม่พบในคนที่มี 100 ล้านเยนขึ้นไป พวกเขาแบ่งไปลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น หุ้นสหรัฐ อนุภูมิภาคหลัก ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงการกระจายไปยังหุ้น-พันธบัตร-อสังหาริมทรัพย์-เงินสดในพอร์ต
แก่นของการกระจายความเสี่ยงคือ “การทำให้ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ไม่ใช่การทำให้ไม่พังทลายในทุกสถานการณ์” หากตลาดใดตลาดหนึ่งร่วงลง เงินสำรองที่เหลืออยู่อื่นๆ จะช่วยปกป้อง เมื่อคิดถึงการออกแบบระบบที่เป็น Safety Net จึงเป็นลักษณะเด่นของผู้ที่มี 100 ล้านเยนขึ้นไป
ตอนนี้มาพูดถึงสิ่งที่หลายคนมักมองข้ามก่อนการลงทุน นั่นคือ แนวคิด “ป้องกันตัวเองให้มั่นคงก่อน”
สิ่งที่ผู้มี 100 ล้านเยนขึ้นไปมีร่วมกันคือ ก่อนเริ่มลงทุน พวกเขาจะเตรียมพื้นฐานทางการเงินให้มั่นคงอย่างจริงจัง เช่น มีเงินสดสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน 6 เดือนถึง 1 ปี ใช้หนี้ที่มีดอกสูง (โดยเฉพาะบัตรเครดิตและเงินกู้ผู้บริโภค) ให้หมด และกระแสเงินสดรายเดือนที่เป็นบวก
คำพูดที่ว่า “ก่อนจะลงทุนให้แก้ไขรูทบ่อที่รั่วก่อน” หากเริ่มลงทุนโดยยังไม่ได้ตรวจดูการใช้จ่าย จะทำให้ทรัพย์สินไม่เติบโตเพราะใช้จ่ายเงินมากกว่าผลตอบแทนที่ได้
เกือบทั้งหมดของผู้มี 100 ล้านเยนขึ้นไปจะเข้าใจและติดตาม “กระแสเงินสดของตนเอง” ทุกเดือนว่าใช้จ่ายอะไรบ้าง รายจ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่และค่าใช้จ่ายผันแปร และจุดที่มีการสิ้นเปลือง จากนั้นคำนวณจำนวนเงินที่นำไปลงทุนได้อย่างแม่นยำ
การบริหารครัวเรือนอาจฟังดูเรียบง่าย แต่เป็นรากฐานของกลยุทธ์การลงทุน สำหรับคนที่ลงมือได้เพียง 3,000 เยนต่อเดือนเทียบกับคนที่สามารถลงทุนได้ 300,000 เยนต่อเดือน ความแตกต่างของผลตอบแทนก็จะเห็นอย่างชัดเจนมากขึ้น เพื่อเพิ่มงบลงทุน คุณมีทางเลือกสองทางคือ เพิ่มรายได้หรือลดค่าใช้จ่าย หรือทำทั้งสองอย่าง
เรื่องวิธีเพิ่มรายได้ ผู้คนส่วนใหญ่ที่มี 100 ล้านเยนขึ้นไปมักทำงานเสริม ย้ายงาน หรือพัฒนาอาชีพในงานหลัก เพื่อให้เงินทุนของการลงทุนมีมากขึ้น ไม่ใช่เพียงพึ่งพาการลงทุนอย่างเดียว โดยเฉพาะช่วงที่เข้าสู่ยุค 40 การลงทุนในทักษะ ความสามารถ หรือเครือข่ายอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่า
หากแรงงานคนหนึ่งเพิ่มมูลค่าในตลาดได้จนทำให้รายได้เพิ่มขึ้น 1 แสนเยนต่อปี จะเท่ากับการรับรู้ “ผลตอบแทนที่ยืนยันแล้ว” ทุกปี และเพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนปีละ 1 แสนเยนโดยเสถียร ต้องมีเงินต้นประมาณ 2 ล้านบาทเป็นต้นไป ซึ่งชี้ให้เห็นคุณค่าของการลงทุนในตนเอง
ในการพูดถึงกลยุทธ์การลงทุนของผู้มี 100 ล้านเยน การแสดงออกทางด้านจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ หนึ่งในคุณสมบัติเด่นคือ “ความรู้สึกต่อเงิน” ที่แตกต่างจากคนทั่วไป
สำหรับหลายคน เงินคือแหล่งความกังวล มักรู้สึกว่าไม่พอ อยู่ในความกลัวว่าจะเกษียณไม่พอ หรือป่วยเป็นอะไร แล้วความกังวลเหล่านี้มักเป็นสาเหตุของ “การฉ้อโกงทางการเงิน” หรือ “การชักชวนลงทุนที่ไม่น่าเชื่อถือ” ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการรับประกันรายวัน 10% ต่อเดือน ซึ่งมักชักชวนผู้คนที่กังวลเรื่องเงินอยู่
ผู้มี 100 ล้านเยนขึ้นไปให้ความสงบใจต่อเรื่องเงินอย่างน่าทึ่ง ไม่ใช่เพราะมีเงินมากขึ้น แต่เพราะพวกเขาเข้าใจแกนธรรมของเงินอย่างแท้จริง จึงสามารถรักษาความสงบได้
พวกเขามองว่าเงินคือ “การแลกเปลี่ยนเวลาทำงานของพวกเขาเอง” จึงมองว่าการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเป็น “การใช่เวลาเปล่า” ในทางกลับกัน พวกเขาไม่ลังเลที่จะใช้เงินในค่าประสบการณ์ที่มีค่า การเรียนรู้ หรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามีแนวคิดว่า “ให้เงินทำงานแทนเรา” ไม่ใช่เพียงแค่ทำงานเพื่อได้เงิน แต่สร้างระบบที่เงินจะสร้างเงินให้ตัวเอง ซึ่งเป็นแก่นแท้ของความมั่งคั่ง จึงไม่ชอบให้เงินนอนอยู่ในบัญชีธนาคารอย่างสบายใจ เพราะเงินสดคือ “เงินที่นอนอยู่” และถือเป็นการเสียโอกาสในการได้ผลตอบแทน
ยิ่งกว่านั้น ส่วนใหญ่ของผู้มี 100 ล้านเยนจะไม่ใช้เงินเพื่อดูแลภาพลักษณ์ภายนอก
เมื่อรายได้สูงขึ้น หลายคนมักพยายามยกระดับชีวิตให้สูงขึ้น เช่น เปลี่ยนรถใหม่ ซื้อบ้านที่มีค่าเช่าสูงขึ้น หรือซื้อของหรู ซึ่งเรียกว่า “เงินเฟ้อตำแหน่งชีวิต” ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างทรัพย์สิน
แม้รายได้จะเพิ่มจาก 5 ล้านเป็น 8 ล้านเยน แต่ค่าใช้จ่ายมักเพิ่มตาม ที่นี่หากคุณรักษาระดับการใช้จ่ายไว้และลงทุนส่วนเพิ่มไปเรื่อยๆ ในระยะหลายปี คุณจะเห็นระดับทรัพย์สินเปลี่ยนแปลงอย่างน่าประทับใจ
ผู้มี 100 ล้านเยนส่วนใหญ่ถึงแม้จะมีรายได้ 10 ล้านบาทต่อปี ยังใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย บินหรูน้อย ไม่ทานอาหารหรูในร้านอาหารระดับสูง และท่องเที่ยวปีละ 1–2 ครั้ง บางคนอาจคิดว่าใช่จะ “รู้สึกเสียดาย” แต่พวกเขาไม่ใช่การใช้จ่ายเพื่ออวดอำนาจ แต่เขาไม่เห็นคุณค่าของการใช้เงินเพื่อความสุข ณ ปัจเจก ซึ่งมักจะเปลี่ยนกลับมาเป็นเสรีภาพในการเลือกในอนาคต พวกเขาเห็นว่าการลงทุนแทนการใช้เงินจะได้คุณค่ามากกว่า
ถึงแม้การพูดถึงกลยุทธ์การลงทุนอาจฟังดูหนักไปหน่อย แต่ผู้มี 100 ล้านเยนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับ “การปลูกฝังนิสัยการอ่าน” และ “การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง”
พวกเขาอ่านหนังสือไม่ใช่หนังสือกลยุทธ์หุ้นเท่านั้น แต่รวมถึงเศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ ปรัชญา และการบริหาร เพื่อขยายมุมมองโลกและทำให้การตัดสินใจในการลงทุนดีขึ้น
ตัวอย่างเช่น การเรียนประวัติศาสตร์จะช่วยให้มองเห็น “รูปแบบที่เกิดซ้ำซาก” เช่น ฟองสบู่และการล่มสลาย War และการฟื้นฟูหลังสงคราม ปฏิวัติเครื่องมือทางเทคโนโลยีและผลกระทบ ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยในรูปแบบเดิมๆ และผู้ที่รู้ประวัติเหล่านี้จะวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างสงบ
การเรียนจิตวิทยาจะช่วยมองเห็น “ลักษณะการคิดของตัวเอง” เช่น อคติการหลีกเลี่ยนขาดทุนที่ทำให้คิดกำไรสองเท่า หรืออคติความใกล้ชิดที่ทำให้มองเหตุการณ์ปัจจุบันมากเกินไป หรืออคติที่ชอบบริษัทที่คุ้นเคย ผู้คนเรียนรู้เรื่องเหล่านี้จึงถามตนเองว่า “การตัดสินใจของฉันตอนนี้เป็นไปตามอคติหรือไม่”
ผู้มี 100 ล้านเยนขึ้นไปมีความถ่อมตัวมากกว่าความมั่นใจในตนเอง พวกเขาเน้นการกระจายการลงทุนอย่างจริงจัง และหลีกเลี่ยงการรวมความมั่นใจเป็นการลงทุนแบบรวมศูนย์ พวกเขาเข้าใจว่าการคิดว่า “หุ้นตัวนี้จะขึ้นแน่นอน” เป็นเวลาที่อันตรายมาก
การมี 100 ล้านเยนและการรักษามันไว้เป็นเรื่องคนละเรื่อง
หลายคนเคยได้ยินเรื่องราวที่ “คนถูกลอตเตอรี่หลายคนหมดเงินภายในไม่กี่ปีหลังจากได้เงินก้อนใหญ่” ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีการสนับสนุนด้วยสถิติ คนที่ได้เงินก้อนใหญ่แบบกระทันหันมีแนวโน้มต้องเผชิญภาวะการเงินลำบากในหลายปีถัดไป
ความแตกต่างระหว่างผู้ที่สร้าง 100 ล้านเยนในช่วงเวลาหนึ่งกับผู้ที่ได้มาแบบกระทันหnelsค์ คือ “ปรัชญาการใช้เงิน” ที่พวกเขามีติดตัว
ผู้ที่สะสมทรัพย์สินไประยะเวลานานจะมีก้าวคิดเรื่องเงิน การลงทุน ความเสี่ยงและผลตอบแทน ความสำคัญของต้นทุน และการควบคุมอารมณ์เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมโดยธรรมชาติ ดังนั้นแม้จะสร้าง 100 ล้านเยนแล้ว พวกเขาก็ยังคงปฏิบัติตามหลักการเดิมเพื่อให้ทรัพย์สินเติบโตต่อไป
พูดได้ว่า “การมีปรัชญาที่ถูกต้องและพฤติกรรมที่สม่ำเสมอ” คือแก่นแท้ของการสร้างทรัพย์สิน ไม่ใช่การตั้งเป้าหมายที่จำนวนเงิน 100 ล้านเยน แต่การทำแบบเดียวกับคนที่ได้ 100 ล้านเยนจะพาเราใกล้เคียงเป้าหมายนั้นมากกว่า
การสร้างทรัพย์สินอาจดูเล็กน้อยในแต่ละวัน แต่มันสะสมจนเมื่อเวลาผ่านไป 10, 20, 30 ปี ความแตกต่างเล็กๆ ของแต่ละวันจะกลายเป็นความแตกต่างอย่างมากในทรัพย์สิน เมื่อคุณลงทุนเพิ่มขึ้น 10,000 เยนต่อเดือนเป็นเวลา 30 ปี ก็จะต่างเป็นหลายแสนถึงล้านเยน และหากลดค่าธรรมเนียมได้ 0.5% ต่อปี ความต่างนี้จะมากขึ้นอีกในระยะยาว การไม่ขายเมื่อราคาตลาดตกลงมาอย่างรุนแรงจะส่งผลให้ผลตอบแทนระยะยาวเปลี่ยนไปอย่างมาก
การเชื่อมั่นในพลังของการสะสมและการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นที่สามารถพาคุณไปสู่จุดที่เรียกว่า 100 ล้านเยน
ในญี่ปุ่นตอนนี้จำนวนคนที่เริ่มลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิด NISA ใหม่ ทำให้จำนวนบัญชีหลักทรัพย์แซงสถิติเดิม และคนในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวเริ่มมีความคิดว่า “การลงทุนเป็นเรื่องปกติ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก
แต่การเริ่มลงทุนกับการใช้เงินลงทุนอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน หากคุณเปิดบัญชีหลักทรัพย์และซื้อหุ้นแบบไม่คิดอะไรเลย ก็ไม่สามารถสร้าง 100 ล้านเยนในอีกหลายสิบปีได้
สิ่งที่สำคัญคือการกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า “ทำไมต้องลงทุน” เพื่อการเกษียณในอนาคต หรือค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตร หรือเพื่อการลาออกก่อนวัย เพื่อเสรีภาพทางการเงิน หรือเหตุผลใดก็ตาม หากมีเป้าหมายชัดเจน คุณจะสามารถรักษามุมมองระยะยาวได้โดยไม่ถูกอารมณ์มากระทบ
และคำถามที่ว่า “อยากมีชีวิตแบบไหน” ก็เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การลงทุน คนที่มี 100 ล้านเยนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการ “เสรีภาพและตัวเลือกที่เงินสามารถมอบให้” พวกเขาเลือกทำงานเพราะอยากทำ เลือกหยุดทำงานเมื่ออยากหยุด เรียนรู้ในสิ่งที่อยากเรียน ไปที่ที่อยากไป ช่วงเวลาแห่งการมีอิสระในการใช้ชีวิตผ่านกาลเวลาทางการเงิน
โดยมุ่งไปสู่เป้าหมายนี้ ด้วยการสะสมแบบเรียบๆ ทุกเดือน ฝ่าวงล้อมตลาดที่ตกต่ำ คุมค่าใช้จ่าย ไม่ถูกอารมณ์ชักนำ และรักษามุมมองระยะยาว พวกเขาจะได้ผลลัพธ์ในหลายสิบปีต่อมาเมื่อ “รู้ตัวว่าเงินล้านกลายเป็นพันล้าน”
100 ล้านเยนไม่ใช่พื้นที่ที่มีไว้สำหรับคนที่มีพรสวรรค์พิเศษเท่านั้น หากคุณมีความรู้ที่ถูกต้องและความตั้งใจลงมือทำ และมีมุมมองระยะยาว คุณก็เข้าถึงได้สำหรับเกือบทุกคน
อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การบรรลุเป้าหมายนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นมากนัก ไม่มีแรงบันดาลใจพิเศษ ไม่มีโชคลาภลอย แค่ทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอๆ และใช้เวลายาวนาน
การยอมรับความเรียบง่ายนั้นอาจเป็นเส้นแบ่งสุดท้ายระหว่างคนที่มี 100 ล้านเยนขึ้นไปกับคนที่ไม่มี