สิ่งที่ควรคิดต่อจากต้นทุนการทำธุรกรรม: กลยุทธ์การซื้อขายเชิงรายละเอียดและการบริหารความเสี่ยง
บล็อกก่อนหน้านี้อธิบายการคำนวณต้นทุนการทำธุรกรรมอย่างละเอียด
ครั้งนี้ เราจะลงลึกใน “กลยุทธ์การเทรด” และ “การบริหารความเสี่ยง” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญถัดไป
หากเข้าใจและนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการเทรดให้สูงขึ้น
1. ความสำคัญของกลยุทธ์การเทรด
กลยุทธ์การเทรดคือแผนหรือวิธีการที่นำไปใช้ในการตัดสินใจในตลาด ด้วยการมีกลยุทธ์ จะไม่ถูกอารมณ์มากำหนดการเทรด และสามารถเทรดได้อย่างสม่ำเสมอ
a. การวิเคราะห์เชิงเทคนิค
การวิเคราะห์เชิงเทคนิคเป็นวิธีทำนายแนวตลาดจากข้อมูลราคาที่ผ่านมาหรือปริมาณการซื้อขาย เครื่องมือดังต่อไปนี้ถูกใช้งาน
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่:บ่งชี้ราคาสามารถให้แนวโน้มและช่วยในการระบุทิศทาง
แถบเบอร์ริงเกอร์ (Bolinger Band):แสดงขอบเขตการเปลี่ยนแปลงของราคา ใช้ตัดสินใจจุดเข้าซื้อ-ขาย
RSI (ดัชนีความแข็งแรงสัมพัทธ์):ตัดสินใจว่าตลาดถูกซื้อจนเกินไปหรือตลาดขายจนเกินไป
b. การวิเคราะห์พื้นฐาน
การวิเคราะห์พื้นฐานคือวิธีทำนายตลาดจากข้อมูลเศรษฐกิจ เช่น ดัชนีชี้วัดและสถานะทางการเงินของบริษัท พิจารณาองค์ประกอบดังนี้
GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ):บ่งชี้การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม
อัตราการว่างงาน:บ่งชี้สุขภาพของตลาดแรงงาน
นโยบายดอกเบี้ย:การตัดสินใจดอกเบี้ยของธนาคารกลางมีผลต่อตราสารการเงิน
2. ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง
การบริหารความเสี่ยงคือวิธีลดการขาดทุนในการเทรด
หากการบริหารความเสี่ยงไม่ดี กำไรที่ได้ก็อาจหายไปในพริบตา
a. การตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss)
การตัดขาดทุนคือคำสั่งปิดสถานะอัตโนมัติตามราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ช่วยป้องกันความเสียหายใหญ่หลวง
b. การกำหนดขนาดสถานะ
การกำหนดขนาดสถานะคือการกำหนปริมาณเงินที่ลงในการเทรดหนึ่งครั้ง โดยทั่วไปจะไม่เสี่ยงมากกว่า 1–2% ของทุนทั้งหมดในการเทรดหนึ่งครั้ง
c. การบริหารความเสี่ยงจากเลเวอเรจ
การใช้เลเวอเรจทำให้สามารถเทรดด้วยทุนที่น้อยได้มากขึ้น แต่ความเสี่ยงก็สูงขึ้นด้วย เลือกอัตราเลเวอเรจที่เหมาะสม และทำการเทรดในขอบเขตที่ไม่ฝืนตัวเอง
3. ตัวอย่างกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรม
a. กลยุทธ์ตามแนวโน้ม
กลยุทธ์ตามแนวโน้มคือการเทรดตามทิศทางแนวโน้มปัจจุบัน เช่น ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เพื่อยืนยันแนวโน้มขาขึ้น และเพิ่มตำแหน่งเมื่อราค dip ลง
b. กลยุทธ์การเทรดในกรอบแนวราคา
กลยุทธ์กรอบแนวราคาเป็นการเทรดในช่วงราคาที่กำหนด ตั้งเส้นแนวรับ-แนวต้าน และมองหาจังหวะราคเด้งกลับในกรอบเพื่อการขาย-ซื้อ
c. กลยุทธ์ Breakout
กลยุทธ์ Breakout คือการเทรดเมื่อราคาถล่มผ่านแนวรับหรือแนวต้านสำคัญ คาดว่าจะเกิดการผันผวนราคาครั้งใหญ่หลัง breakout และทำกำไรได้ในระยะสั้น
4. วิธีการบริหารความเสี่ยงเชิงปฏิบัติ
a. Trailing Stop
Trailing Stop คือคำสั่งที่ปรับจุดตัดขาดทุนเมื่อราคาสดใสไปในทิศทางที่ได้เปรียบ เพื่อรักษาประโยชน์และลดความเสี่ยง
b. การกระจายการลงทุน (Diversification)
การกระจายการลงทุนคือการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทเพื่อลดความเสี่ยง การกระจายในตลาดหรือคู่สกุลเงินที่ต่างกันช่วยให้บางตำแหน่งขาดทุนแต่ตำแหน่งอื่นอาจชดเชยได้
สรุป
หากคุณสามารถระบุต้นทุนการเทรดอย่างถูกต้อง และปฏิบัติตามกลยุทธ์การเทรดและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในการเทรด FX อย่างมาก
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเทรดของทุกคน แล้วพบกันใหม่ในฉบับหน้า!
ขอให้เทรดกันอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ/คะ