【การจบขาดทุนไม่ใช่ค่าเล่าเรียน!】ผู้เทรดเดอร์ 18 ปีบอกถึงแกนสำคัญ
「การขาดทุน=ความล้มเหลว」คิดแบบนี้อยู่คุณก็จะไม่เรียนรู้อะไรจากตลาด วันนี้จะเล่าเรื่องที่เปลี่ยนมุมมองนั้นให้ฟังนะครับ
สวัสดีครับ!
มาซาชิครับ
หลังจากเทรดมานาน 18 ปี ผมพบว่าความแตกต่างระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้ในตลาดมักมาจาก「วิธีรับมือกับการขาดทุน」มากที่สุด
↓ได้รับการตีพิมพ์บทความพิเศษเรื่อง GOLD สินค้าตัวช่วย^^
ถ้าท่านยังมีส่วนร่วมในตอนนี้ก็ได้
? การขาดทุนไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้|มืออาชีพเทรดเดอร์ 18 ปี พูดถึงแก่นแท้
หลังจากขาดทุนแล้ว ตลาดวิ่งไปในทิศทางที่คาดไว้ทันที
ผมคิดว่าประสบการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งเดียวหรือสองครั้ง
❌「ทำไมถึงขายไปล่ะ」
❌「ถ้าอดทนรออีกนิดน่าจะดีกว่า」
จากนั้นก็เสียใจกับการตัดสินใจนั้น แล้วคิดว่าจะอดทนให้มากกว่านี้ในครั้งถัดไป
พอทนได้ ปรากฏว่าตลาดกลับผันไปในทางตรงกันข้ามอย่างรวดเร็ว ทำให้ขาดทุนมากขึ้น
วงจรนี้คุณไม่สามารถหลุดพ้นได้เลยใช่ไหม (;'∀')
ถ้าคุณคิดว่าการขาดทุนเป็น「ความล้มเหลว」 คุณจะไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากตลาดได้。
บทความนี้จะมุ่งเขียนเพื่อเปลี่ยน「ทัศนคติพื้นฐานที่มีต่อการขาดทุน」ให้เปลี่ยนไป
ไม่ใช่เรื่องเทคนิคทางเทคนิค
เราจะเจาะจุดที่ Trader ที่ไม่ชนะมักมีความผิดพลาดพื้นฐานในการเผชิญหน้ากับการขาดทุน
เพียงคุณเรียงลำดับตรงนี้ก็อาจจะทำให้แนวทางการเทรดของคุณเปลี่ยนไปเล็กน้อย^^
1. เหตุผลที่ “ขาดทุนซ้ำๆ” สะสมขึ้นเรื่อยๆ
ตอนที่เริ่มเทรดใหม่ๆ การขาดทุนคิดว่า「แพ้」ตัวมันเองคิดว่าไม่มีประโยชน์เลย เงินหายไป ตำแหน่งหายไป
ไม่มีอะไรดีเลย แค่ความล้มเหลว
ผมเองก็เคยคิดแบบนั้นมาก่อน(;'∀')
ดังนั้นทุกครั้งที่ขาดทุน ฉุกคิดถึงอารมณ์เสีย แล้วเมื่อจบวันเทรดก็ปิดกราฟและพยายามหากิจกรรมมาทำให้ลืม
ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้
? นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา
ถ้าคุณประมวลการขาดทุนว่าเป็น「ความล้มเหลว」 คุณจะไม่ได้เรียนรู้อะไรคุณจะไม่มีอะไรได้เรียนรู้จากการขาดทุนนี้。
ถอยหลังไปดูว่า「ทำไมเข้าตำแหน่งตรงนั้น」「ทำไมถึงขายตรงนั้น」โดยไม่หากลับมาพิจารณา จะไปเทรดครั้งต่อไป
ผลลัพธ์คืออะไร
? เข้าแบบเดียวกัน ในที่เดียวกัน แล้วขาดทุนแบบเดิมๆ
นี่แหละที่เกิดซ้ำไปซ้ำมา
「อีกแล้วขาดทุน กลัยไปทำไมถึงเป็นแบบนี้」
คิดอย่างนั้น แต่ไม่ลงลึกหาสาเหตุ
ถ้าจะพูดให้ชัดขึ้น「การลงลึกไม่เป็น/ไม่รู้จะลงลึกยังไง」อาจจะเป็นเรื่องจริง
มีรูปแบบที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ติดอยู่
❌ขาดทุนแล้วทretry เทรดทันที
❌คิดว่าจะขยายขนาดการขาดทุนในรอบถัดไป
❌“ถ้ากันไว้ในตอนนั้นก็คงดี” ที่เสียใจจะนำไปใช้ในการเทรดรอบถัดไป
ทั้งหมดเป็นการกระทำที่เกิดจากการมองการขาดทุนเป็น「ความล้มเหลว」
? เมื่อการขาดทุนทุกครั้งที่เกิดขึ้นสั่นคลอนอารมณ์ ยังถือว่ากำลังสู้กับตลาดอยู่
คุณเป็นแบบนี้บ้างไหม?
✔กลัวการขาดทุนจนไม่อยากถือสถานะ
✔ผูกขาดทุนไว้เรื่อยๆ ไม่ยอมรับความขาดทุน
✔หลังขาดทุนแล้วคิดว่า “ถ้ารออีกนิดคงดีกว่านี้” ทุกครั้งหรือไม่
ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งตรงกับคุณ บทความวันนี้เขียนเพื่อคุณ
การขาดทุนไม่ใช่ความล้มเหลว
แต่「ทำไมมันไม่ใช่ความล้มเหลว」ที่สามารถอธิบายด้วยคำพูดมีจำนวนน้อยกว่าที่คิดนะ
มาเรียงลำดับตรงนี้ไปด้วยกันเถอะ
2. โครงสร้างความคิดที่ทำให้คิดว่าการขาดทุนเป็น「ความล้มเหลว」
ทำไมถึงมองการขาดทุนในแง่ลบ
ดูเหมือนว่าเป็นปัญหาทางอารมณ์ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
? รากเหง้าคือ「สมมติฐานที่ผิดพลาดในการเทรด」มี
「จุดนี้น่าจะขึ้นดังนั้นจึงซื้อ」
「รูปแบบนี้น่าจะลงดังนั้นจึงขาย」
?เป็นการเข้าเทรดโดยอิงการทำนายล่วงหน้าครับ
การเทรดที่เริ่มจากการทำนายจะเป็นทางเลือกสองทางคือถูกหรือพลาด
ขาดทุน=พลาด=ล้มเหลว
ดังนั้นการขาดทุนจึงกลายเป็นประสบการณ์「แพ้」
? ตราบที่การคาดการณ์เป็นพื้นฐาน การขาดทุนจะเป็น「ความล้มเหลว」ตลอดไป
เพื่อความเข้าใจตรงนี้ ผมจะเล่าถึงโครงสร้างตลาดนิดหน่อย
?ตลาดมี“ผนัง”อยู่
ระดับราคาที่เคยโดนกระทบมาก่อน
สถานที่ที่จุดที่หยุดชะงักบ่อย
สถานที่ที่ผู้ซื้อและผู้ขายสู้กันอย่างเข้มข้น
บริเวณผนังแบบนี้ สถานการณ์ตลาดมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ง่าย
?แล้วมีคลื่นอยู่
ตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศตรง ไม่ไปตรงขึ้นลงซ้ำๆ
ภายในคลื่นนั้นมีที่ที่เข้าได้และไม่ได้เข้า
การตัดสินใจโดยอิง「ผนัง」และ「คลื่น」นั้นไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะถ้ายังตัดสินใจด้วยการทำนาย
「เพราะใกล้ผนังจึงควรจะเด้งกลับ」ด้วยเหตุผลที่ไม่มีหลักฐาน
「คลื่นจะจบตรงนี้」โดยอาศัยความสะดวกของตน
? ไม่ใช่ว่าตลาดถูกปรับให้เข้ากับคุณ แต่คุณพยายามปรับตลาดให้เข้ากับคุณ
นี่คือความผิดปกัติของโครงสร้าง
การขาดทุนมักเกิดเมื่อจุดเข้าแทบจะไม่ได้เป็นทั้ง「ผนัง」หรือ「จุดเปลี่ยนคลื่น」
นั่นหมายถึงบ่อยครั้งว่า「เหตุผลในการเข้าเริ่มต้นไม่แข็งแรงตั้งแต่แรก」
ไม่ใช่ว่าการขาดทุนเป็นปัญหา แต่โครงสร้างในการเข้าเทรดต่างหากที่เป็นปัญหา
ถ้าคุณเห็นจุดนี้ได้ การเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นการเรียนรู้ได้
3. นักเทรดที่ชนะ ใช้การขาดทุนอย่างไร
เมื่อเทรดมานาน 18 ปี มีสิ่งที่ผู้ชนะมักมีร่วมกัน
การเคลื่อนไหวทางอารมณ์ต่อการขาดทุนต่างจากเดิมอย่างชัดเจน
❌ความคิดหลังการขาดทุนของผู้แพ้
「ทำไมถึงขายไปล่ะ」
「รออีกนิดก็คงจะดีกว่า」
「ครั้งหน้าจะทนไว้ให้มากกว่านี้」
?ความคิดหลังการขาดทุนของผู้ที่ชนะ
「การเคลื่อนไหวผิดพลาดจากที่คาดไว้」「ที่ไหนผิดพลาด」
「ครั้งหน้าควรระวังที่ไหน」
อย่างที่เห็นด้านบน ก่อนหน้าเป็น「การจัดการด้วยอารมณ์」ส่วนหลังเป็น「การประมวลผลด้วยข้อมูล」
?การขาดทุนที่ถูกจัดการด้วยอารมณ์จะนำไปสู่ความเสียใจ หากจัดการด้วยข้อมูลจะนำไปสู่การเรียนรู้
กล่าวอย่างชัดเจน
ตัวอย่าง เช่น มีราคาที่บอกให้ซื้อในบางช่วง
ตรงนั้นคิดว่ามี「ผนัง」อยู่
แต่จริงๆ ผนังผ่านไปและราคาลงไปข้างล่าง
ขาดทุน
❌ผู้ที่แพ้จะจบที่ว่า「ผนังไม่ทำงาน ไม่โชคดี」
?ผู้ที่ชนะจะคิดถึง「ทำไมผนังถึงถูกทะลุได้」
✔สภาพคลื่นมีแรงพอที่จะไปสู่ผนังนั้นหรือไม่
✔เมื่อย้ายไปมาระหว่างเทียนต่ำกับสูงจริงๆ แล้วเข้าได้มั้ย
✔ช่วงที่เข้าเทรด ตอนที่ตลาดอยู่ในสภาพไหน
คำถามแบบนี้สามารถตั้งได้ตั้งแต่ต้น「อะไรคือโครงสร้างที่เข้าไป」จึงชัดเจน
หมายถึง เมื่อมีหลักฐานในการเข้าแล้ว ฝีกหาสาเหตุที่ผิดพลาดก็ทำได้ง่าย
ถ้าไม่มีหลักฐาน เมื่อเข้าโดย「รู้สึกว่าเดี๋ยวขึ้น」ก็จะกลายเป็นเหตุผลลอยๆ
?อะไรคืออันที่แท้ของ「ความรู้สึกว่างเปล่า」
นั่นคือ「ไม่ดูโครงสร้างตลาดแต่เข้าไปตามความรู้สึกของตัวเอง」นั่นแหละ
ความแตกต่างระหว่างเทรดเดอร์ต่างๆ อาจไม่ใช่ทักษะ แต่เป็นความสามารถในการสื่อสารว่า「ทำไมถึงเข้าไปที่จุดนั้น」ก่อนลงมือ
4. คิดเปลี่ยนการขาดทุนเป็นค่าเข้าเรียน
การขาดทุนถูกเรียกว่าเป็นค่าเข้าเรียนในการเรียนรู้
ผมชอบวลีนี้มาก และรู้สึกว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจอย่างถูกต้อง
ค่าเข้าเรียนคือเงินที่จ่ายไปเพื่อให้ได้บางสิ่งบางอย่าง
ถ้าเสียเงินแล้วไม่ได้อะไรเลย นั่นคือการสูญเปล่า
? การขาดทุนในการเทรดก็เช่นกัน「สิ่งที่เสียไปจะได้อะไรกลับมา」เป็นสิ่งสำคัญ
? การขาดทุนเป็นค่าเข้าเรียน แต่สำหรับคนที่ยังไม่พร้อมเรียนรู้ มันก็จะเป็นแค่ค่าใช้จ่าย
จะเรียนรู้อะไร
นี่คือจุดสำคัญ
การขาดทุนสามารถเรียนรู้ได้หลักๆ 2 อย่าง
? อย่างแรกคือ「เข้าไปในจุดที่เข้าไปไม่ได้」เป็นความตระหนัก
? อย่างที่สองคือ「เข้าไปแล้วดีแต่สภาพตลาดเปลี่ยนไป」เป็นความตระหนัก
ส่วนแรกคือเหตุผลในการเข้าไม่มั่นคง
ส่วนหลังคือมีเหตุผลในการเข้า แต่การเคลื่อนไหวนอกคาดเหตุการณ์เกิดขึ้น
✅ การขาดทุนแบบแรกจะนำไปสู่การเรียนรู้「เปลี่ยนแนวการเข้าในรอบต่อไป」
✅ การขาดทุนแบบหลังจะนำไปสู่การเรียนรู้「พัฒนาความสามารถในการสังเกตการเคลื่อนไหวที่ไม่คาดคิด」
ทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้เมื่อมีการขาดทุน
ดังนั้น แล้วจะสร้างหลักฐานการเข้าได้อย่างไร
⚖️ตรวจสอบสภาพการเคลื่อนไหวปัจจุบันในระดับย่อย → ตรวจสอบตำแหน่งผนังและสถานะคลื่นในระดับใหญ่ → กลับมาที่ระดับย่อยเพื่อตัดสินใจเข้าเทรด。
ในกระบวนการนี้ให้ยืนยันว่า「นี่คือจุดที่ควรเดิมพันหรือไม่」
บทบาทของระดับใหญ่คือ เน้นตรวจสอบ「ตำแหน่งผนังกับสถานะคลื่น」เท่านั้น
หากลงลึกมากไปการตัดสินใจก็จะซับซ้อนขึ้น
ตรวจสอบสถานะปัจจุบันในระดับย่อย แล้วใช้ตัวกรองในระดับใหญ่ แล้วกลับมาตัดสินใจในระดับย่อย
หากกระบวนการนี้ถูกรบกวน การเข้าเทรดจะเกิดจากหลักฐานที่คลุมเครือ
การขาดทุนที่เกิดจากการเข้าแบบคลุมเครือจะไม่สอนอะไรเลย
การขาดทุนที่มีหลักฐานชัดเจนเท่านั้นที่จะเป็นข้อมูลที่ทำให้การเทรดครั้งต่อไปดีขึ้น
✅ 5. จากวันพรุ่งนี้ เรียนรู้การขาดทุนด้วย 5 พฤติกรรม
“เข้าใจแล้ว แล้วจะทำอะไรตั้งแต่พรุ่งนี้?”
สำหรับผู้ที่อ่านมาถึงนี้และสงสัย ผมสรุปแนวปฏิบัติที่แน่ชัดไว้ให้
?การเปลี่ยนกรอบความคิดอย่างเดียวไม่พอ ต้องเปลี่ยนการกระทำด้วย จึงจะทำให้การเทรดเปลี่ยนแปลง。
✅ขั้นตอนที่ 1: ก่อนเข้าเทรดให้บอกเหตุผลว่าทำไมที่นี่จึงใช่ในคำพูดเดียว
ให้สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดว่า「ไม่ใช่แค่คิดว่าคลื่นขึ้น แต่มีผนังกำแพง และเห็นการเคลื่อนไหวในระดับย่อยด้วย」
การเข้าเทรดที่ไม่สามารถอธิบายด้วยภาษาเป็นสัญญาณว่าไม่มีหลักฐาน
ตอนแรกอาจยาก แต่ถ้าทำได้ การเทรดของคุณจะมีความแม่นยำสูงขึ้น
✅ขั้นตอนที่ 2: ถ้าขาดทุน อย่ามองย้อนหลังทันที
สิ่งที่ผมสังเกตคือ หลังจากขาดทุน อารมณ์ยังขับเคลื่อน
เมื่อมองย้อนกลับในขณะนั้นจะกลายเป็นการวิเคราะห์ที่มีอารมณ์เข้ามา
จงเวลาดีๆ แล้วกลับมาพิจารณาใหม่ด้วยสติ
✅ขั้นตอนที่ 3: แยกเหตุผลที่ทำให้ขาดทุนออกเป็น「ก่อนเข้า」กับ「หลังเข้า」
คิดแยกว่าเป็นปัญหาก่อนเข้า (หลักฐานอ่อน) หรือปัญหาหลังเข้า (การเคลื่อนไหวนอกคาดการณ์) จะทำให้เห็นสิ่งที่ควรปรับปรุงได้ง่ายขึ้น
ถ้าไม่ทำ จะจบที่「โชคร้าย」ทั้งหมด
✅ขั้นตอนที่ 4: ตรวจสอบระดับย่อยและระดับใหญ่เป็นรอบๆ ทุกครั้ง
ตรวจสอบสถานะในระดับย่อย ตรวจสอบผนังและคลื่นในระดับใหญ่ แล้วกลับมาที่ระดับย่อยอีกครั้ง
ไม่ใช่เข้าแบบ「รูปแบบดูดีจึงเข้า」โดยข้ามขั้นตอน
บางทีมันอาจดูน่าเบื่อ แต่การข้ามกระบวนการนี้แทบจะไม่มีหลักฐานในการเข้าเลย
✅ขั้นตอนที่ 5: บันทึกการขาดทุน โดยบันทึกสถานการณ์ ไม่ใช่จำนวนเงิน
บันทึกว่า「เข้าไปในสภาวะอะไร แล้วทำไมถึงขาดทุน」
เมื่อทำซ้ำๆ จะเห็นรูปแบบที่คุณขาดทุนได้ง่าย
เมื่อเห็นรูปแบบก็จะหลีกเลี่ยงมันได้ และจำนวนการขาดทุนจะลดลง
?ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดทีเดียว แค่ขั้นตอนที่ 1 ก่อน ตั้งแต่พรุ่งนี้
การบอกเหตุผลว่าทำไมที่นี่จึงใช่ด้วยคำพูดเดียวจะเห็นสิ่งที่ชัดขึ้น^^
สรุป
การขาดทุนไม่ใช่ความล้มเหลว
แต่ เพื่อเปลี่ยนการขาดทุนเป็นการเรียนรู้「การเข้าเทรดต้องมีหลักฐาน」เป็นข้อกำหนดที่จำเป็น
? ถ้าเข้าโดยไม่มีหลักฐาน จะไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากการขาดทุน
? ถ้ามีหลักฐานเมื่อเข้า จะทราบเหตุผลที่ทำให้ขาดทุน
? เมื่อทราบเหตุผล ก็จะทำให้การเทรดครั้งต่อไปเปลี่ยนไป
นี่คือ“การขาดทุนเป็นค่าเข้าเรียนในการเรียนรู้”ฉะนั้นแล้ววันหนึ่งเมื่อคุณยอมรับการขาดทุน มุมมองการเทรดจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง
? ตั้งแต่วันที่ยอมรับการขาดทุน การเทรดจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง
ไม่ต้องเร่งรีบ
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมดพร้อมกันในทีเดียว
เริ่มจาก“พูดเป็นคำว่าทำไมที่นี่ถึงใช่”ลองเริ่มจากตรงนี้ก่อน^^
? บทความนี้ได้กล่าวถึง“ผนัง” “คลื่น” “การสลับระหว่างระดับย่อยกับระดับใหญ่”หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ลองดู“คำตอบของตลาด”ไม่ใช่การอธิบายวิธีการ แต่เป็นหลักสูตรเพื่อสร้างแกนการตัดสินใจที่คุณเองสามารถใช้งานได้
ไม่ใช่คำอธิบายเชิงเทคนิค แต่เป็นสื่อการเรียนรู้เพื่อสร้างแกนการตัดสินใจของตัวเอง
ถึงแม้จะไม่หรูหรา แต่จะทำให้คุณไม่ลังเล^^
? อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://www.gogojungle.co.jp/tools/ebooks/77829
? เรายังสร้างเครื่องมือ AI สำหรับวิเคราะห์การเทรดให้ใช้ฟรีด้วย ลองใช้งดูนะ
https://trade-ai-free.streamlit.app/