วันที่ 23: คุณสมบัติของการใช้ดุลพินิจจากการคาดการณ์ด้วยระบบอัตโนมัติ
DAY 22 เราได้เห็นแนวคิดพื้นฐานของระบบการเทรด (การซื้อขายอัตโนมัติ) และความแตกต่างจากการเทรดที่ใช้ดุลย Picking และศักยภาพในการใช้งานแบบไฮบริด
ครั้งนี้“กฎที่ถูกทำให้ชัดเจนด้วยการเทรดอัตโนมัติ”ที่เราเรียนรู้ได้เป็นอย่างไรจะถูกนำมาอธิบายเพื่อมุมมองว่า“เข้าใจแก่นแท้ของการเทรดแบบใช้ดุลยพินิจให้ลึกขึ้น”
อาจมีผู้สงสัยว่า “ถึงแม้จะเป็นสายดุลยพินิจ แต่การเทรดอัตโนมัติก็มีประโยชน์หรือไม่?” แต่ความจริงคือการทำให้เป็นระบบที่จำเป็นด้วยการทำให้มี “การกำหนดกฎ” ถือเป็นจุดสำคัญในการพัฒนาศักยภาพในการเทรดแบบมีดุลยพินิจนั่นเอง
1. จุดแกนของการเทรดแบบมีดุลยพินิจที่เรียนรู้ได้จากการเทรดอัตโนมัติ
(1) การกำจัดอารมณ์ด้วย“กฎที่ชัดเจน”
- การเทรดอัตโนมัติต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนว่า “เข้าซื้อที่นี่” และ “ปิดที่นี่”
- ในขั้นตอนการออกแบบสิ่งนี้ จะต้องมี “สัญญาณการเทรดที่ชัดเจน เช่น การกระทบของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ลาดขึ้นและ RSI ตกถึงต่ำกว่า 30 เพื่อซื้อเมื่ออ่อนตัว”เป็นสัญญาณที่เฉพาะเจาะจงจำเป็น
- แม้ในการเทรดด้วยดุลยพินิจหากกำหนด“ตัวชี้วัดและเงื่อนไขที่เป็นลายลักษณ์อักษร” อย่างชัดเจน ก็ช่วยลดการเข้าเทรดโดยอารมณ์และการขาดทุนที่เกิดจากความผิดพลาดได้
(2) การระบุรูปแบบชนะและแพ้ให้ชัดเจน
- ใน EA (ระบบการเทรดอัตโนมัติ)BacktestและForward testจะทำให้ผลงานในอดีตออกมาเป็นตัวเลข
- เมื่อทราบรูปแบบการชนะ ก็สามารถนำตัวชี้วัดเหล่านี้ไปใช้กับการเทรดด้วยดุลยพินิจได้ในสภาพตลาดที่แตกต่างกัน
- เมื่อทราบรูปแบบแพ้ (เช่น การวิ่งในกรอบตลาดหรือขาดทุนหนักเมื่อราคดิ่งลง) ก็สามารถใช้มาตรการด้วยการ“ไม่เข้าในช่วงนั้นหรือลดขนาดล็อต” เพื่อจัดการได้
(3) ระบบป้องกันการเข้า-ออกที่มากเกินไปหรือละเลยการเข้า
- การเทรดอัตโนมัติจะทำงานตาม“กติกา” เพื่อทำหน้าที่ซ้ำๆ ดังนั้นจึงไม่เกิดเหตุการณ์ที่ผู้เทรดมีการพลาดอย่างกะทันหันหรือพยายามทวงคืนหลังจากการขาดทุนอย่างรุนแรง
- ผู้เทรดแบบดุลยพินิจก็สามารถนำกฎที่แน่นอนมาปรับใช้ เช่น “เมื่อแพ้ต่อเนื่องให้จำกัดจำนวนการเทรดในวันนั้น ๆ” เพื่อช่วยลดภาระทางจิตใจ
2. ในทางกลับกัน เมื่อลงจากการเทรดดุลยพินิจไปสู่การเทรดอัตโนมัติจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง
(1) ทำให้รูปแบบที่ถนัดกลายเป็นเครื่องจักรและสร้างระบบ
- แม้ไม่เฝ้าดูตลอด 24 ชั่วโมง ก็มีโอกาสเลือกเฉพาะรูปแบบชนะได้มากขึ้น
(2) ความเร็วในการตรวจสอบสูงขึ้นทันที
- แม้เป็นนักเทรดแบบดุลยพินิจ ก็สามารถสร้าง“เวอร์ชันทดสอบ EA” เพื่อดูว่าใช้ได้จริงไหมในระยะสั้น
(3) ช่วยลดความคลุมเครือของส่วนที่เป็นดุลยพินิจ
- หากพยายามแปลงความคลุมเครือว่า“ตรงนี้คือการซื้อ”ให้เป็น EA จะต้องตีความเป็นตัวเลขหรือเกณฑ์ที่ชัดเจน
- กระบวนการนี้จะทำให้เห็นข้อบกพร่องของกฎและอารมณ์ที่เข้ามา และยกระดับศักยภาพในการเทรดแบบมีดุลยพินิจขึ้น
3. วิธีฝึกฝนร่วมกันระหว่าง“ดุลยพินิจ×อัตโนมัติ”
(1) เปรียบเทียบ manual backtest กับ EA backtest
- Manual Backtest: ก้าวไปทีละแท่งเทียนด้วยความรู้สึกของการเทรดเพื่อดูว่า“หากเข้าซื้อที่จุดนี้จะเป็นอย่างไร”
EA Backtest: รันโปรแกรมในช่วงเวลาที่เท่ากันภายใต้เงื่อนไขเดียวกันเพื่อเปรียบเทียบอัตราชนะและอัตราผลตอบแทน - เมื่อมีความแตกต่างให้วิเคราะห์ว่า“ตรงไหนที่มนุษย์ไม่เข้าในจุดนั้นแต่ EA เข้า” หรือ“ในจังหวะที่ EA ตัดขาดทุน มนุษย์ตอบสนองอย่างไร”
(2) EA ตั้งค่าให้สามารถแทรกแซงการตัดสินใจได้
- บาง EA สามารถหยุดอัตโนมัติก่อนประกาศตัวชีวัดหรือมีปุ่มให้แทรกแซงด้วยการปิดออเดอร์
- ไม่ใช่ปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ แต่ควบคุมการหยุด/เริ่มใหม่ตามสถานการณ์ตลาด เพื่อใช้ประสบการณ์ของเทรดเดอร์มีอ เพื่อประโยชน์ของอัตโนมัติ
(3) ใช้ Signal EA เพื่อตรวจสอบ Trigger
- Signal EA คือโปรแกรมที่ไม่เข้าออเดอร์ แต่จะส่งสัญญาณเตือนเมื่อเงื่อนไขมาถึง
- การเข้าออเดอร์ยังคงเป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของเทรดเดอร์ แต่ช่วยลดการพลาดได้
- การผสมผสานระหว่างการเทรดแบบมีดุลยพินิจและสัญญาณอัตโนมัติจะลดความยุ่งยากในการเฝ้าระวัง
4. ตัวอย่างความล้มเหลวและแนวทางการหลีกเลี่ยง
(1) พึ่งพาการเทรดอัตโนมัติจนไม่วิเคราะห์ตลาด
- ตัวอย่างความล้มเหลว: ปล่อยให้ EA ทำงานอย่างเดียวโดยไม่ทำอะไรเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือมีประกาศตัวชี้วัด จนทุนร่วงลง
- แนวทางหลีกเลี่ยง:
- เมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนไป ต้องลดขนาดล็อตในตลาดที่ EA มักทำงานได้ไม่ดี (แนวรันเจ/เทรนด์) เพื่อการติดตามด้วยการเทรดดุลยพินิจ
- เมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนไป ต้องลดขนาดล็อตในตลาดที่ EA มักทำงานได้ไม่ดี (แนวรันเจ/เทรนด์) เพื่อการติดตามด้วยการเทรดดุลยพินิจ
(2) กฎเกณฑ์คลุมเครือจนไม่สามารถทำ EA ได้และจบลงอย่างไม่เต็มที่
- ตัวอย่างความล้มเหลว: เทรดเดอร์ดุลยพินิจชนะบ่อยแต่การซื้อขายมีความคลุมเครือมาก ทำให้เมื่อพยายามทำ EA กลายเป็นเงื่อนไขที่ไม่แน่นอน
- แนวทางหลีกเลี่ยง:
- เริ่มจากตัวชี้วัดง่ายๆ เช่น MA Cross หรือ RSI rebound และค่อยๆ เพิ่มความละเอียดของดุลยพินิจเข้าไปทีละน้อย
- เริ่มจากตัวชี้วัดง่ายๆ เช่น MA Cross หรือ RSI rebound และค่อยๆ เพิ่มความละเอียดของดุลยพินิจเข้าไปทีละน้อย
(3) อาศัยความเหมาะสมจนเกิดการ overfitting ทำให้การเทรดจริงล้มเหลว
- ตัวอย่างความล้มเหลว: พยายามทำให้ผลการ backtest สูงสุดด้วยการปรับอินดิเคเตอร์หรือพารามิเตอร์มากเกินไป จนข้อมูลอดีตดูดีแต่ใช้จริงไม่ได้
- แนวทางหลีกเลี่ยง:
- จำกัดพารามิเตอร์การปรับให้มีน้อยที่สุด
- จำกัดพารามิเตอร์การปรับให้มีน้อยที่สุด
5. สรุป & บทนำสู่ตอนถัดไป
สรุป
- แก่นของการเทรดอัตโนมัติคือ “การทำตามกฎที่ถูกกำหนดไว้อย่างเป็นระบบ” ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดทางอารมณ์ที่มักเกิดกับการเทรดแบบมีดุลยพินิจได้อย่างมาก
- นักเทรดที่มีดุลยพินิจสามารถเรียนรู้กระบวนการสร้างกฎสำหรับการทำให้เป็นระบบได้ จะช่วยลดความคลุมเครือและทำให้ทักษะดุลยพินิจเพิ่มขึ้นจริง→ ทักษะดุลยพินิจจะพัฒนาไปในทางปฏิบัติ
- ในรูปแบบไฮบริด EA (อัตโนมัติ) กับดุลยพินิจ เช่น การส่งสัญญาณแล้วให้มนุษย์ตัดสินใจขั้นสุดท้าย หยุดก่อนประกาศตัวชี้วัด การเข้าโดย EA และออกโดยการตัดสินใจของมนุษย์ ฯลฯ สามารถทำได้หลายรูปแบบเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย
- การหลีกเลี่ยงความล้มเหลวต้องมีมาตรการ เช่น การติดตามสภาวะตลาดและบำรุงรักษาอย่างน้อยพื้นฐาน และไม่พึ่งพาการ backtest หรือการปรับแต่งให้มากเกินไปเพื่อความเสี่ยงที่ลดลง
สถานที่ถัดไป (DAY 24) หัวข้อ: วิธีการ Backtest ที่ช่วยนักเทรดดุลยพินิจ
- การทำให้ระบบการเทรดมีการกำหนดเป็นขั้นตอนและวิธีการตรวจสอบสามารถนำไปใช้กับ“Manual Backtest ของนักเทรดดุลยพินิจ” ได้หลายส่วน
- วันพรุ่งนี้ จะอธิบายพื้นฐานของ“Backtest ด้วยมือ” และ“จุดสำคัญที่ควรตรวจสอบในการตรวจสอบ” เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำของกฎในการเทรดแบบมีดุลยพินิจ
- “วิธีฝึกด้วยกราฟย้อนหลังเพื่อการฝึกจิต” และวิธีการอื่นๆ ที่เป็นรูปธรรม จะถูกนำเสนอเพื่อให้คุณตั้งตารอ!
ผู้ที่สนใจในการเทรดอัตโนมัติสามารถดูเพิ่มเติมได้ด้านล่างนี้
https://www.gogojungle.co.jp/users/147322/products
หากเป็นประโยชน์ ผมคุณกรุณากด“อ่านต่อ” เพื่อดูเพิ่มเติม
ขอขอบคุณครับ
× ![]()