วันที่ 17:กลยุทธ์การเข้าตลาด – เบรคเอาท์, ซื้อเมื่อย่อ/ขายเมื่อเด้งกลับ
DAY 16 เราได้เรียนวิธีการใช้การวิเคราะห์หลายเฟรมเวลามาใช้งานเพื่อเข้าใจสภาพตลาดอย่างรอบด้าน
วันนี้ ในขั้นตอนถัดไปจะอธิบายอย่าง konkret: วิธีเข้าซื้อขายอย่างไร――โดยเฉพาะ 「 breakout 」 และ「การซื้อเมื่อย่อตัว/ขายเมื่อยกตัว」เป็นแนวทางที่เป็นตัวแทนกัน
ทุกยุทธศาสตร์มีข้อดีข้อเสียเพื่อให้คุณสามารถปรับใช้ตามสภาพตลาดและสไตล์ของคุณได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเทรดอย่างมาก
1. ทำไมยุทธศาสตร์การเข้าเทรดถึงสำคัญ?
- การวิเคราะห์ตลาดยังไงก็เข้าเทรนด์ไม่ชัดเจนจะทำให้อัตราชนะไม่มั่นคง
- เช่น “เพราะแนวโน้มขึ้นก็ดันให้ซื้อเลย” โดยไม่กำหนดจุดตัดขาดทุนหรือเป้าหมายกำไรชัดเจน
- เช่น “เพราะแนวโน้มขึ้นก็ดันให้ซื้อเลย” โดยไม่กำหนดจุดตัดขาดทุนหรือเป้าหมายกำไรชัดเจน
- หากมีกฎที่ชัดเจนอย่าง “ breakout ” หรือ “การซื้อเมื่อย่อตัว” ก็จะลดการลังเลและช่วยให้ลงมือได้
- การทำให้การเข้าเทรดเป็นแบบฟอร์มจะลดอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้
- การทำให้การเข้าเทรดเป็นแบบฟอร์มจะลดอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้
- ตั้งค่าการตัดขาดทุนก็ง่ายขึ้น
- breakout จะอิงจากแนวรับแนวต้านล่าสุด หรือการซื้อเมื่อย่อตัวจากจุดต่ำสุด (สูงสุด) ใกล้เคียง เพื่อมีเกณฑ์ที่ชัดเจน
- breakout จะอิงจากแนวรับแนวต้านล่าสุด หรือการซื้อเมื่อย่อตัวจากจุดต่ำสุด (สูงสุด) ใกล้เคียง เพื่อมีเกณฑ์ที่ชัดเจน
2. ยุทธศาสตร์ Breakout
(1) นิยาม
- Breakoutคือการเข้าเทรดเมื่อราคาถล่มผ่านเส้นแนวรับ/แนวต้านที่ชัดเจน และไล่หากำไรจากการเคลื่อนไหวราคาระยะใหญ่พื้นที่ถัดไป
- บนกราฟเมื่อช่วงราคาอยู่ในกรอบนานๆ แล้ว breakout มักจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่จึงเป็นที่นิยมของเทรดเดอร์ที่ต้องการ “จับการเคลื่อนไหวใหญ่ของเทรนด์”
(2) ตัวอย่างจริง
- การซื้อเมื่อ Break High
- ซื้อเมื่อราคาปรับตัวขึ้นเหนือขอบบนของกรอบหรือสูงสุดล่าสุด
- จุดตัดขาดทุนวางไว้ที่ต่ำสุดก่อน breakout หรือกลางกรอบ
- การขายเมื่อ Break Low
- ขายเมื่อราคาทะลุขอบล่างของกรอบหรือต่ำสุดล่าสุด
- จุดตัดขาดทุนวางไว้ที่สูงสุดก่อน breakout หรือกลางกรอบ
(3) ข้อดี
- จับคลื่นใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้นเทรนด์ได้ง่าย
- หากขึ้นแรงแล้วติดตามได้จะมีโอกาสทำกำไรได้มากในความเสี่ยงน้อย
- เรียบง่าย เข้าใจง่าย
- ตัดสินใจได้จาก “ผ่านเส้นหรือไม่” จึงมีความลังเลน้อย
- ตัดสินใจได้จาก “ผ่านเส้นหรือไม่” จึงมีความลังเลน้อย
(4) ข้อเสีย
- มีการหลอก Breakout บ่อย
- หลัง breakout อาจมีการกลับตัวทันทีและกลับเข้าไปในกรอบ
- การเข้าเทรดช้ากว่า
- เพราะรอการยืนยัน breakout ซึ่งอาจพลาดการเคลื่อนไหวบางส่วน
- เสี่ยงต่อ spike อย่างรุนแรง (แถบมีปลายปิดขึ้นลงมาก)
- มีความเสี่ยงถูกสกัดด้วย stop hunting ในบางส่วน
- มีความเสี่ยงถูกสกัดด้วย stop hunting ในบางส่วน
3. ยุทธศาสตร์ Buy the Dip / Buy the Pullback
(1) นิยาม
- Buy the Dip:ในช่วงแนวโน้มขาขึ้น เมื่อราคาปรับลงชั่วคร้าว จะเข้าไปซื้อ
- Sell the Rally:ในช่วงแนวโน้มขาลง เมื่อราคาผันผวนขึ้นชั่วคราว จะขาย
- ตามทฤษฎีดาว เป็นเรื่องของการจับคลื่นที่มีการขึ้นลง และมุม押/戻り
(2) ตัวอย่างจริง
- การ Buy the Dip ในแนวโน้มขึ้น
- ใช้เส้นแนวถดถอย Moving Average, เส้น Fibonacci 38.2%–61.8%, Bollinger Band 2σ เพื่อประเมินจุดที่ราคาลงหยุดและเข้าสั้นๆ
- จุดตัดขาดทุนวางที่ต่ำสุดล่าสุด หรือแนว Fibonacci ถัดไป
- การ Sell the Rally ในแนวโน้มลง
- เข้าสู่ตลาดเมื่อราคาย้อนกลับไปหาบริเวณ Moving Average หรือ Fibonacci Retracement แล้วมีสัญญาณกลับตัวเป็นลิ่มแดง
- จุดตัดขาดทุนวางไว้ที่สูงขึ้นเล็กน้อยจากจุดสูงล่าสุด หรือถัดไปของ Fibonacci
(3) ข้อดี
- ไปในทิศทางแนวโน้มตามกฎของตลาดจึงมีโอกาสชนะสูงกว่าในสภาวะตลาดที่ชัดเจน
(4) ข้อเสีย
- การวัดว่าการย่อตัว/การย้อนไปไกลแค่ไหนยาก
- ฟีโบนานชี้แนวรับอาจไม่เด้งกลับเสมอ
- การย่อตัวที่ตื้นอาจทำให้พลาดโอกาส
- ถ้ารอจนถึง 61.8% แล้วราคากลับขึ้น 38.2% ก่อน
- หากตลาดเปลี่ยนจากแนวโน้มเป็นกรอบหรือกลับตัว จะเกิดการขาดทุนรุนแรง
- “คิดว่าจะย่อตัวแต่กลับกลายเป็นการเริ่มต้นลงแรง”
- “คิดว่าจะย่อตัวแต่กลับกลายเป็นการเริ่มต้นลงแรง”
4. หลักเกณฑ์การใช้งาน (แนวทางแบ่งแยก)
แรกสุดให้ประเมินสภาพตลาด
- Breakout เป็นวิธีที่เข้าไปในแนวรับ/แนวต้านที่แน่นเพื่อออกจากกรอบ
- Buy the Dip / Sell the Rally เป็นวิธีที่กว้างกว่าในการหาจุดย่อลง/ยกขึ้นเมื่อแนวโน้มชัดเจน
ความเข้ากันได้กับสไตล์การเทรดของคุณ
- นักสแเคลป์ระยะสั้น:เหมาะกับการจับ Breakout ทันที แต่มีความเสี่ยงถูกหลอกบ่อย
- นักเทรดสวิง:ตั้ง Stop ที่ค่อนข้างกว้างในการ Buy the Dip / Sell the Rally แล้วไล่ตามรอบคลื่นกลาง-ยาว
การรวมเครื่องมือทางเทคนิค
- Breakout: สโคซิฟของ Bollinger Band, แนวราบเส้นตรงที่วาดอย่างเคร่งครัด, ตรวจปริมาณการซื้อขาย
- Buy the Dip / Sell the Rally: ตรวจ Fibonacci หรือ Moving Average, RSI วัด overbought/oversold
5. การบริหารหลัง Enter (สำคัญมาก!)
การตั้งค่าตัดขาดทุน
- Breakout → ถ้าราคาได้หลุดเส้นก่อน breakout อีกครั้ง ให้ตัดขาดทุน เป็นหลัก
- Buy the Dip → คำ catch เพื่อบอกตัดขาดทุนเมื่อราคาย่อลงต่ำสุด เช่นเดียวกับ Sell the Rally
เป้าหมายกำไร
- ใช้งาน “Partial take profit” แล้วให้ส่วนที่เหลือใช้ trailing stop เพื่อขยายกำไร
- ใช้งาน “Partial take profit” แล้วให้ส่วนที่เหลือใช้ trailing stop เพื่อขยายกำไร
ลดการหลอกลวง (Daze)
- รอการยืนยันจาก candles โดยเฉพาะ 1 ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณหลอก
- ตรวจสอบเทคนิคหลายเฟรมเวลา เพื่อให้ทิศทางระดับสูงสอดคล้องกับกรอบด่านบน
- หลบเหตุข่าวสำคัญ เช่น ข่าวพื้นฐาน เพื่อป้องกันความผันผวน
6. สรุป & บทนำสู่ตอนถัดไป
สรุป
- Breakout:วิธีโจมตีที่มุ่งเป้าเข้าไปเมื่อราคาผ่านกรอบหรือเส้นแนวรับ/แนวต้านสำคัญ
- ตอนที่ราคาวิ่งไว ผลกำไรจะมาก แต่ความเสี่ยงจากการหลอกมีสูง
- ตอนที่ราคาวิ่งไว ผลกำไรจะมาก แต่ความเสี่ยงจากการหลอกมีสูง
- Buy the Dip / Sell the Rally:เมื่อแนวโน้มชัด เจาะจุดย่อลง/ยกขึ้นชั่วคราวเพื่อเก็บเกี่ยวกำไร
- อัตราชนะมักสูงกว่า แต่การประเมินความลึกของการย่อลง/ยกขึ้นลำบาก
- อัตราชนะมักสูงกว่า แต่การประเมินความลึกของการย่อลง/ยกขึ้นลำบาก
- ประเมินสภาพตลาด (เทรนด์/แนวรับ) และสไตล์ของคุณ เพื่อเพิ่มความแม่นยำด้วยการรวมเครื่องมือ
- หลัง Enter ให้กำหนดเส้นตัดขาดทุนและเป้าหมายกำไร เพื่อไม่ให้จิตใจสั่นคลอน
หัวข้อถัดไป DAY 18: กลยุทธ์ออกจากตำแหน่ง – ปรับปรุงการตัดขาดทุนและการทำกำไร
- ไม่ใช่แค่เรื่องเข้าเทรด แต่การออกจากตำแหน่ง (ตัดขาดทุน/กำไร) ก็สำคัญเท่ากัน
- จะพูดถึงจุด cut และวิธีขยายกำไรให้มากขึ้นในสถานการณ์เดียวกัน
- พรุ่งนี้ เราจะค้นหาวิธีป้องกันไม่ให้กำไรน้อยเกินไปหรือตัดขาดทุนด้วยการเลื่อนออกหรือตัดออกช้าๆ อย่างละเอียด
หากคุณสนใจการซื้อขายอัตโนมัติ กรุณากดติดตามลิงก์ด้านล่างนี้ด้วยนะครับ
https://www.gogojungle.co.jp/users/147322/products
หากเป็นประโยชน์ ผมขอความกรุณากด “อ่านต่อ” เพื่อเป็นกำลังใจด้วยครับ
ขอบคุณครับ
× ![]()