วันที่ 9:ตัวสร้างจังหวะ – หลักพื้นฐานของ RSI และสตอกัส
ในDAY 8 ที่ผ่านมา เราได้เรียนการวิเคราะห์แนวโน้มด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ใช่หรือไม่ใช่?
ครั้งนี้ เพื่อให้เข้าใจถึง “ความแข็งแกร่งของตลาด” และ “มุมมองที่ถูกซื้อเกินไป/ขายเกินไป” เราจะอธิบายตัวชี้วัดแบบ Oscillatorที่เป็นตัวแทนหลักRSIและStochasticซึ่งจะอธิบายให้ฟัง
ทั้งคู่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายตั้งแต่นักเรียนที่เริ่มต้นจนถึงโปรเทรดเดอร์ แต่หากตีความเพียงแค่ “ค่าตัวเลข ○○ ดังนั้นจึงควรซื้อ/ขาย” ก็อาจถูกหลอกบ่อยได้ มาลองทำความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานและการใช้งานเชิงประยุกต์กันเถอะ
1. 指標 Oscillator คืออะไร?
- Oscillator: แปลงราคาและปริมาณการซื้อขายให้เป็นค่าเชิงตัวเลข และแสดงผลในช่วงที่กำหนด (เช่น 0–100) เพื่อให้ง่ายต่อการตีความ
- ส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อตัดสินว่าซื้อเกินไป/ขายเกินไป
- มักใช้งานร่วมกับตัวชี้วัดแนวโน้มอย่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เพื่อหาจุดพักฐาน/กลับตัวในแนวโน้ม และจุดสกัดในการทำกำไรในตลาดที่ไม่แน่นอน
2. RSI (Relative Strength Index)
(1) โครงสร้างพื้นฐานของ RSI
- สูตรการคำนวณ(รายละเอียดข้าม)
- เปรียบเทียบช่วงเวลาที่ราคาปรับขึ้นกับลง เพื่อแสดงว่าตลาดมีแรงซื้อ/ขายมากขนาดไหน
- ช่วงค่าที่ใช้
- อยู่ในช่วง 0–100 โดยทั่วไปถือว่ามีความ “ซื้อเกินไป” เมื่ออยู่เหนือ 70 และ “ขายเกินไป” เมื่ออยู่ต่ำกว่า 30
- อยู่ในช่วง 0–100 โดยทั่วไปถือว่ามีความ “ซื้อเกินไป” เมื่ออยู่เหนือ 70 และ “ขายเกินไป” เมื่ออยู่ต่ำกว่า 30
(2) วิธีใช้งานทั่วไป
- แนวทางการหลบซื้อ/ขายตรงกันข้าม
- หาก RSI เกิน 70 อาจมีแนวโน้มเป็นการขึ้นมากในระยะสั้น
- หาก RSI ลดลงต่ำกว่า 30 อาจมีแนวโน้มเป็นการลงมากในระยะสั้น
- ดังนั้นมักมีการอ้างถึงว่า “ขายเมื่อเกิน 70” และ “ซื้อเมื่อหล่นลงต่ำกว่า 30”
- การใช้งาน Divergence
- ราคาทำจุดสูงใหม่ในขณะที่ RSI ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ (หรือต่ำสุดไม่ลดลง) ถือเป็นสัญญาณ Divergence ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงตลาดอาจอ่อนลงเรียกเป็นสัญญาณของความแข็งแกร่งที่ลดลงด้วย
- ไม่ใช่แค่ RSI แต่รวมถึง Oscillator อื่นๆ เช่น Stochastic ที่สามารถใช้งานได้
(3) ข้อควรระวัง
- ในตลาดแนวโน้มจะมีกรณีที่ “ซื้อเกินไป” แล้วราคายังพุ่งขึ้นได้
- หากเข้าเทรดขายเมื่อ RSI > 70 ในทิศทางแนวโน้มที่แข็งแรง อาจพบกับความเสียหายได้
- การตั้งค่าช่วงเวลาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน
- โดยทั่วไป 14 ช่วงเวลาเป็นค่าเริ่มต้น แต่ลองปรับเป็น 5, 9, 21 ตามความเหมาะสมได้
- โดยทั่วไป 14 ช่วงเวลาเป็นค่าเริ่มต้น แต่ลองปรับเป็น 5, 9, 21 ตามความเหมาะสมได้
3. สตราเคสทิกส์ (Stochastic)
(1) หลักการพื้นฐานของ Stochastic
- แนวคิดการคำนวณ
- ภายในช่วงราคาสูงสุด-ต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่ง ราคาปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งใด
- มีเส้น "%K" และ "%D" ที่ใช้ดูความซื้อเกินไป/ขายเกินไป
- ช่วงค่าที่ใช้
- ทั่วไปอยู่ในช่วง 0–100 โดย 80 ขึ้นไปถือว่าซื้อเกินไป 20 ลงไปถือว่าขายเกินไป
- ทั่วไปอยู่ในช่วง 0–100 โดย 80 ขึ้นไปถือว่าซื้อเกินไป 20 ลงไปถือว่าขายเกินไป
(2) วิธีใช้งานทั่วไป
- สัญญาณผ่านการตัดเส้นล่าง/บน
- Stochastic มักแสดงสองเส้น (%K และ %D)
- ตัวอย่างสัญญาณ: เมื่อ %K ตัดลงผ่าน %D จากระดับสูงกว่า 80 ให้พิจารณาขาย
- การตรวจ Divergence
- เช่นเดียวกับ RSI สามารถดู Divergence ของราคาได้
- เช่นเดียวกับ RSI สามารถดู Divergence ของราคาได้
(3) ข้อควรระวัง
- เหมาะกับตลาดไซด์เวย์มากกว่าตลาดเทรนด์ที่แรง แต่ในตลาดเทรนด์ที่แกร่งอาจให้สัญญาณหลอกได้
- ในขาขึ้น บางครั้งอยู่ระดับ 80 ขึ้นไปตลอดแต่ราคายังไม่ลดลง
- สัญญาณเกิดเร็วไปจึงมีโอกาสหลอกมาก
- ความไวสูงทำให้หลอกง่าย
- เมื่อชำนาญแล้วสามารถลดน๊อยซ์ด้วยการใช้ Stochastic แบบช้า หรือปรับช่วงเวลากันได้
4. ตัวอย่างการผสมผสานแนวโน้ม×Oscillator
(1) เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ + RSI
- ทิศทางแนวโน้มถูกตีด้วย MA (ถ้า MA เรียงตัวขึ้น ก็มีมุมมองซื้อ)
- จากนั้น RSI ใกล้ระดับ 30 ใกล้กับ “ขายเกินไป” ให้มองว่าเป็นจุดสะสมซื้อ
- เป็นการเทรนด์ตามแนวโน้ม ซึ่งมีโอกาสความสำเร็จสูงขึ้น
(2) Bollinger Bands + Stochastic
- ใช้ Bollinger Band ที่ ±2σ เป็นแนวรับ-แนวต้านร่วมกับ 80/20 ของ Stochastic เพื่อหาจุดรอการเด้งกลับ
- อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทรนด์แรงอาจแตะ ±2σ หลายครั้ง ควรกำหนดจุดตัดขาดทุนให้ชัดเจน
(3) แนวโน้ม×Oscillator×Price Action
- ตัวอย่าง เช่น “เส้น MA ชี้ขึ้น → RSI ฟื้นตัวจากใกล้ 50 → เกิด breakout ด้วยแท่งเทียน” เป็นเหตุผลร่วมที่ชี้ให้เห็น
- ช่วยเสริมจุดเด่น-จุดด้อยของแต่ละอินดิเคเตอร์ เพื่อหักล้างสัญญาณหลอก
5. ข้อดีข้อเสียของ Oscillator
ข้อดี
- ให้แนวทางที่เป็นวัตถุประสงค์สำหรับการดูว่าซื้อเกินไป/ขายเกินไป.
- สัญญาณว่าตลาดกำลังอ่อนแรง (เช่น Divergence) อาจนำไปสู่การคาดการณ์ล่วงหน้าได้
- เหมาะอย่างยิ่งกับตลาดไซด์เวย์.
ข้อเสีย
- ยากต่อการใช้งานในตลาดเทรนด์ที่แข็งแรงสัญญาณหลอกบ่อย (สัญญาณกลับทิศเกิดบ่อย)
- การตั้งค่าช่วงเวลาและการปรับความไวยากถ้าใช้ระยะสั้นจะสัญญาณมากเกินไป ถ้าใช้ระยะยาวจะตอบสนองช้า
- Divergence แม้เกิดขึ้นก็ไม่เสมอที่จะกลับตัว
6. สรุป & เกริ่นสู่ตอนต่อไป
สรุป
- RSI・Stochastic เป็นตัวชี้วัด Oscillator ที่ดูว่าในช่วง 0–100 ตลาดมีการเคลื่อนไหวเกินพอหรือไม่.
- ซื้อเกิน = 70 หรือ 80 ขึ้นไป, ขายเกิน = 30 หรือ 20 ลงไปเป็นแนวทางเท่านั้น
- Divergence(ราคากับทิศทางของอินดิเคเตอร์ไม่สอดคล้องกัน) อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแนวโน้ม
- เมื่อใช้งานร่วมกับตัวชี้วัดแนวโน้ม จะช่วยให้เทรนด์ตามแนวคิดซื้อบริเวณยกตัวขึ้น, ขายเมื่ออยู่ในกรอบและควบคุมการสับสนได้
- การใช้งานในโหมดการซื้อขายอัตโนมัติ (EA) ก็แพร่หลาย แต่ต้องมีการทดสอบอย่างเพียงพอก่อนใช้งานจริง
ตอนต่อไป DAY 10: MACD – ตรวจสอบแนวโน้มและ Momentum พร้อมกัน
- ตามมาจาก RSI และ Stochastic เป็นตัวชี้วัด Oscillator ต่อไป และจะเรียน MACD ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่รวมฟีเจอร์แนวโน้มและ OscillatorMACDจะถูกนำมาพิจารณา
- ทิศทางของแนวโน้มและ Momentum รวมถึงสัญญาณ Divergence ที่เปลี่ยนทิศทาง ช่วยให้การใช้งานหลากหลาย
- เมื่อเข้าใจอินดิเคเตอร์ในส่วนนี้ครบถ้วน จะเป็นอาวุธสำคัญในการเทรดด้วย discretionary หรือการเทรดอัตโนมัติแน่นอน รอติดตามกันด้วยนะ
ผู้ที่สนใจการซื้อขายด้วยอัตโนมัติกรุณาเยี่ยมชมด้านล่างนี้ด้วยครับ/ค่ะ
https://www.gogojungle.co.jp/users/147322/products
หากมีประโยชน์ กรุณากด “อ่านต่อ” เพื่ออ่านเพิ่มเติมนะครับ/ค่ะ
ขอขอบคุณครับ/ค่ะ
× ![]()