DAY 8:ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ – เครื่องมือที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง
ภายใน DAY 7 เราได้สร้างพื้นฐานแนวคิดในการเทรด การจัดการเงิน และการจัดการทางจิตใจไว้เรียบร้อยแล้ว
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะเจาะลึกลงไปในเนื้อหาที่ละเอียดมากขึ้น
ก่อนอื่น เริ่มจากดัชนีที่เป็นที่นิยมที่สุดและยังมีนักเทรดมืออาชีพจำนวนมากใช้ต่อเนื่องนั่นคือ **เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average: MA)** แล้วเริ่มต้นกันเลย
1. เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ คืออะไร?
(1) นิยามและหน้าที่
- เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นเส้นที่วาดต่อเนื่องโดยเฉลี่ยราคาปิดในช่วงเวลาหนึ่งๆ
- วัตถุประสงค์:ช่วยให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวราคาที่เฉลี่ยในตลาด และช่วยระบุแนวโน้ม
(2) ประเภทพื้นฐาน
- เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบถ่วงน้ำหนักง่าย (SMA)
- เส้นค่าเฉลี่ยที่พบได้ทั่วไปที่สุด คำนวณโดยการนำราคาปิดในช่วงเวลานั้นมาบวกแล้วหารด้วยจำนวนช่วงเวลา
- ถ้าเป็นช่วงเวลา 20 วัน จะนับรวมทั้งราคาปิดของ 20 วันที่ผ่านมา ละลายผลรวมแล้วหารด้วย 20 แล้วนำมาวาดเส้น
- เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล (EMA)
- คำนวณโดยให้ความสำคัญกับราคาล่าสุดมากขึ้น
- ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงราคได้เร็วกว่า SMA
- เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบถ่วงน้ำหนัก (WMA) เป็นต้น
- ชื่อเรียกต่างๆ ขึ้นอยู่กับวิธีการให้น้ำหนัก แต่แนวคิดพื้นฐานคล้ายกับ EMA ที่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวล่าสุด
สำหรับผู้เริ่มต้นควรเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง SMA หรือ EMA และฝึกฝนการใช้งานให้แน่น
2. สิ่งที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่บอกเรา
(1) ทิศทางของตลาด (แนวโน้ม)
- แนวโน้มขาขึ้น:เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มีทิศทางขึ้นมาเรื่อย ราคายังอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย
- แนวโน้มขาลง:เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มีทิศทางลงมา ราคาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย
- แนวตลาดในกรอบ (ไม่ชัดเจน):เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เรียงตัวอยู่ในแนวราบ และราคากระดิกขึ้นลงใกล้ๆ เส้น
(2) จุดเข้าซื้อเมื่อราคาปรับฐานและขายเมื่อราคฟื้นตัว
- ตอนตลาดแนวโน้มขาลง ราคาฟื้นตัวมาถึงเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อาจเป็นจุดขายที่เป็นไปได้
(3) ฟังก์ชันของเส้นเป็นแนวรับ-แนวต้าน
- ผู้เข้าร่วมตลาดมักใช้งานเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นแนวทางเดียว เพราะเส้นอาจทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้าน
- ระยะเวลาที่ผู้คนสนใจ เช่น “20MA” “50MA” “200MA” มักถูกพิจารณาเป็นพิเศษ
3. วิธีใช้งานที่โดดเด่น
(1) การตัดผ่าน Golden Cross และ Dead Cross
- Golden Cross (GC):เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดผ่านเส้นระยะยาวจากล่างขึ้นบน
- โดยทั่วไปถือเป็นสัญญาณซื้อ
- Dead Cross (DC):เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดผ่านเส้นระยะยาวจากบนลงล่าง
- โดยทั่วไปถือเป็นสัญญาณขาย
- โดยทั่วไปถือเป็นสัญญาณขาย
ข้อควรระวัง
- การเข้าออเดอร์เพียงเพื่อตาม GC หรือ DC อาจเจอ “การหลอกลวง” ได้บ่อย
- ในตลาดจริง การที่การตัดผ่านเกิดขึ้นแล้วราคายังไม่เคลื่อนไหวงอ ก็ยากที่จะตัดสินใจ
- ความลาดเอียงของเส้น ค่าเฉลี่ยทิศทางของราคาคืนตัวและการผสมกับตัวบ่งชี้อื่นๆ มีความสำคัญ
(2) ใช้การเบี่ยนราคาห่างจากเส้น
- เมื่อราคาห่างจากเส้นค่าเฉลี่ยมาก จะมีแนวโน้มจะกลับสู่เส้นในไม่ช้า
- หากราคาพุ่งขึ้นหรือลดลงอย่างมากและห่างจากเส้นค่าเฉลี่ย การกลับตัว (rebound) ออกมาต่ำหรือตีเส้นอีกทางเป็นการใช้งานที่นิยม
(3) ใช้ “เส้นค่าเฉลี่ย 3 เส้น” เพื่อเห็นความแรงของแนวโน้ม
- เช่น:เส้น MA ระยะสั้น (5 วัน หรือ 10 วัน) เส้น MA ระยะกลาง (20 หรือ 25 วัน) และเส้น MA ระยะยาว (50 หรือ 75 วัน)
- หากทั้งหมดเรียงทิศทางเดียวกัน (ขึ้นหรือลง) มักมองว่าเป็นแนวโน้มที่แข็งแรง
- เทรดเดอร์แนวตามเทรนด์จะหาจุดเข้าซื้อเมื่อราคากลับมาถึงจุดที่สอดคล้องกับแนวโน้มเพื่อซื้อเมื่อราคาปรับฐาน
4. ตัวอย่างสถานการณ์การเทรดจริง
(1) ตามเทรนด์ขาขึ้นด้วยการเข้าออเดอร์ตามแนวโน้ม
- MA ระยะยาวและระยะกลางกำลังขยับขึ้น ราคาอยู่ด้านบน]
- เมื่อ MA ระยะสั้นแตะใกล้ MA ระยะกลางแล้วไล่ลงมาช่องชุดเข้าเสริมสถานะ Long
- Stop loss ตั้งเมื่อราคาค่าปิดชี้ลงต่ำกว่า MA ระยะกลางอย่างชัดเจน หรือวางไว้ต่ำก่าสุดล่าสุดเล็กน้อย
- เป้าหมายทำกำไรเมื่อราคาสร้างจุดสูงล่าสุดใหม่ หรือหากต้องการคาดหวังต่อไปให้ดูที่การชันของเส้นค่าเฉลี่ย
(2) ใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการเล่นในตลาดแนวกรอบ
- เมื่อเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เรียงตัวขนาน แนวโน้มตลาดอาจอยู่ในกรอบ
- เมื่อห่างจากเส้นค่าเฉลี่ยมาก ให้ทำการกลับตัวในทิศตรงกันข้ามและมุ่งหาการกลับตัวใกล้แนวเส้น
- อย่างไรก็ตาม ไม่รู้ว่าเมื่อไรกรอบจะ Breakout ดังนั้นควรตั้ง Stop loss
(3) แปลงเป็นระบบการซื้อขายอัตโนมัติ (EA)
- การสร้างระบบเทรดจาก Cross, ความชัน และอัตราการเบี่ยนเป็นเรื่องที่ทำได้มาก
- ด้วยความเรียบง่าย อาจทำให้มีการปรับแต่งมากเกินไป ดังนั้นการทดสอบและปรับแต่งคือจุดสำคัญ
5. ข้อดีและข้อเสียของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
ข้อดี
- เห็นภาพได้ง่าย
- เพียงวาดบนกราฟก็บอกทิศทางตลาดได้อย่างชัดเจน
- ใช้งานได้หลากหลาย
- ผสานกับตัวบ่งชี้อื่นๆ หรือรูปแบบราคาเพื่อสร้างประสิทธิภาพร่วม
- เข้ากับการเทรดอัตโนมัติได้ดี
- การตัดผ่านและการชันของเส้นสามารถทำให้ EA ใช้งานได้ง่ายขึ้น
- การตัดผ่านและการชันของเส้นสามารถทำให้ EA ใช้งานได้ง่ายขึ้น
ข้อเสีย
- ล่าช้า
- ตั้งบนข้อมูลย้อนหลัง ทำให้การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วช้ากว่า
- หลอกลวง (false signals)
- การตัดผ่านหรือการสะท้อนของเส้นอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสัญญาณจริง ทำให้ราคาผิดทิศทางได้บ่อย
- การตั้งค่าช่วงเวลาคงที่ทำได้ยาก
- บางตลาดเหมาะกับ 20 วัน บางตลาดเหมาะกับ 50 หรือ 75 วัน
- ต้องมีการปรับแต่งและผสมกับหลายช่วงเวลา
6. สรุป & กำหนดการพยากรณ์ครั้งถัดไป
สรุป
- เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นดัชนีที่พื้นฐานที่สุด ช่วยให้เห็นแนวโน้มและทิศทางของตลาดได้อย่างชัดเจน
- มี SMA และ EMA หลายแบบ และการรวมช่วงสั้น กลาง และยาวช่วยให้เห็นความแข็งแรงของแนวโน้มและจุดยืนของราคาปรับฐานชัดขึ้น
- สัญญาณที่ชัดเจนอย่าง Golden Cross หรือ Perfect Order ได้รับความนิยม แต่มีการหลอกลวง จึงควรใช้งร่วมกับปัจจัยอื่นๆ
- แม้จะมีการใช้งานในการเทรดอัตโนมัติบ่อย แต่การชะลอตัวและการตั้งค่าช่วงเวลาคือกุญแจสำคัญ
ถัดไป (DAY 9) หัวข้อ: ออสซิลเลเตอร์ – พื้นฐาน RSI และ Stochastic
- ต่อจากแนวโน้มด้วย “เทรนด์” คราวนี้เราจะเรียนรู้ RSI และ Stochastic ซึ่งเป็นตัวแทนของออสซิลเลเตอร์
- เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะดัชนีที่บอกว่า “ซื้อมากเกินไป/ขายมากเกินไป” แต่การเข้าเทรนด์ตรงกันข้ามอย่างง่ายอาจไม่สำเร็จเสมอไป
- มักจะเห็นการใช้ร่วมกันระหว่างเทรนด์กับออสซิลเลเตอร์ เพื่อให้เห็นการใช้งานที่ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นพรุ่งนี้เราจะดูร่วมกันอีกครั้ง
สำหรับผู้ที่สนใจในการเทรดอัตโนมัติ กรุณาคลิกด้านล่างนี้ด้วยนะครับ
https://www.gogojungle.co.jp/users/147322/products
หากมีประโยชน์ รบกวนกด “อ่านเพิ่มเติม” เพื่อให้กำลังใจด้วยนะครับ
ขอขอบคุณอย่างยิ่ง
× ![]()