นานพิน-มาร์เทิงเกลเกี่ยวกับวิธีการลงทุนอื่นๆ
สวัสดีครับ ผมคือ Capital Cat! จะอธิบายถึงกลยุทธ์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในด้านการเทรด FX และ CFD เช่นเดียวกับ นันพิน-มาร์ตินเกล และอธิบายลักษณะและความเสี่ยงของแต่ละกลยุทธ์ เนื่องจากกลยุทธ์เหล่านี้มีแนวทางและการบริหารความเสี่ยงที่ต่างกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เทรดจะต้องเลือกให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของตน
1.เทรดตามแนวโน้ม (Trend Following)
ภาพรวม:
- เทรดตามแนวโน้มคือการถือสถานะตามทิศทางของตลาดเมื่อเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งหรือตลาดแนวโน้มขาลง
- ตัวอย่าง: ในกรณีแนวโน้มขึ้นให้เปิดสถานะ “ซื้อ” และในแนวโน้มลงให้เปิดสถานะ “ขาย”
- ดัชนี: ใช้ Moving Average, ADX (Average Directional Index), Bollinger Bands เป็นต้น
ลักษณะ:
- ตามทิศทางตลาด: ไม่ตรงข้ามทิศทางตลาด จึงหากแนวโน้มแข็งแรงจะสามารถแสวงหากำไรได้ง่าย
- ใช้งานได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว: หากแนวโน้มสามารถยืนยันได้ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว
ความเสี่ยง:
- ขาดทุนเมื่อแนวโน้มกลับตัว: หากแนวโน้มกลับตัวอย่างรวดเร็ว อาจเกิดการขาดทุนมาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดแนวโน้มเฟก (Fake-out) ที่ไม่แท้จริง
2.เทรดในกรอบราคา (Range Trade)
ภาพรวม:
- เทรดในกรอบราคาคือเมื่อราคามีการเคลื่อนไหวในช่วงราคาที่กำหนดไว้ (range) ใช้แนวรับแนวต้านเพื่อ “ซื้อที่ราคาถูก และขายที่ราคาสูง”
- ตัวอย่าง: หากราคามาใกล้แนวรับ ให้ “ซื้อ”; หากใกล้แนวต้าน ให้ “ขาย”
ลักษณะ:
- มีประสิทธิภาพในตลาดที่มีเสถียรภาพ: ในช่วงกรอบ ราคาจะกลับไปกลับมาระหว่างขอบบนล่าง จึงสามารถหากำไรระยะสั้นได้เมื่อราคายังอยู่ในกรอบ
- ดัชนี: ใช้แนวรับแนวต้านเป็นเกณฑ์ในการทำธุรกรรม
ความเสี่ยง:
- ความเสี่ยงจากการ Break ของกรอบ: หากราคาพลิกออกจากกรอบแล้วเข้าสู่ตลาดแนวโน้ม อาจเกิดขาดทุนใหญ่ได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาฉุกเฉิน
3.สแกลป์ปิ้ง (Scalping)
ภาพรวม:
- สแกลป์ปิ้งคือการทำธุรกรรมในระยะสั้นมากๆ โดยทำซ้ำหลายๆ ครั้งแม้กำไรต่อการเทรดจะน้อยเพื่อสะสมกำไรจากจำนวนการเทรดที่มาก ตลาดมีความถี่ในการเทรดสูงเป็นลักษณะเด่น
- ตัวอย่าง: ปิดสถานะในไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาที และสะสมกำไรเล็กๆ
ลักษณะ:
- แสวงหากำไรในระยะสั้น: อาจมีการเทรดหลายสิบถึงหลายร้อยครั้งต่อวันเพื่อเป้าหมายกำไร
- สเปรดที่แคบเป็นสิ่งจำเป็น: ต้นทุนการเทรดมีผลอย่างมากต่อกำไร ดังนั้นจึงชอบเทรดในตลาดที่มีสเปรดแคบ
ความเสี่ยง:
- ต้นทุนการเทรดเพิ่มขึ้น: เนื่องจากเทรดบ่อยๆ ค่าใช้จ่ายเรื่องสเปรดและค่าธรรมเนียมจะสูงและมีผลต่อกำไร อาจเกิดการขาดทุนหากราคากระโดดไม่คาดคิด
4.พีรามิดดิ้ง (Pyramiding)
ภาพรวม:
- พีรามิดดิ้งคือการเพิ่มตำแหน่งเพิ่มเติมบนตำแหน่งที่ทำกำไรอยู่แล้ว โดยค่อยๆ ขยายตำแหน่งเมื่อแนวโน้มยังแข็งแกร่ง
- ตัวอย่าง: ในแนวโน้มขาขึ้นให้เพิ่มตำแหน่งและคาดหวังกำไรสูงเมื่อแนวโน้มยังแข็งแรงต่อไป
ลักษณะ:
- เพิ่มกำไรพร้อมลดความเสี่ยง: เมื่อตำแหน่งแรกทำกำไรอยู่ จะเปิดตำแหน่งเพิ่มเติมเท่านั้น ทำให้ความเสี่ยงลดลงและกำไรสูงขึ้น
ความเสี่ยง:
- การเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างรวดเร็ว: หากตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตำแหน่งทั้งหมดอาจติดภาวะเสียเปรียบพร้อมกับกำไรที่หดหาย และการหาจังหวะเพิ่มตำแหน่งก็เป็นความเสี่ยง
5.กริดเทรด (Grid Trade)
ภาพรวม:
- กริดเทรดคือกลยุทธ์ที่ตั้งค่าช่วงราคาไว้ล่วงหน้าเพื่อทำการซื้อขายอัตโนมัติ เมื่อราคาขึ้นก็ขาย และเมื่อราคาลงก็ซื้อ ทำซ้ำเพื่อแสวงหากำไรในกรอบราคาที่กำหนด
- ตัวอย่าง: ถ้าราคากลับไปมาในช่วงที่กำหนด จะวางคำสั่งหลายๆ ที่ในกรอบเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงราคา
ลักษณะ:
- การซื้อขายอัตโนมัติเป็นเรื่องปกติ: ใช้ระบบการซื้อขายอัตโนมัติเพื่อสะสมกำไรภายในกรอบ จึงมีประสิทธิภาพในกรอบหรือเทรนด์ที่อ่อนนุ่ม
ความเสี่ยง:
- ความเสี่ยงในตลาดแนวโน้ม: หากราคาพลิกออกจากกรอบและเข้าสู่แนวโน้มอย่างรวดเร็ว กลยุทธ์กริดเทรดอาจทำให้ขาดทุนใหญ่
สรุป
กลยุทธ์เหล่านี้ถูกเลือกตามสภาพตลาดและสไตล์ของผู้เทรด ดังนี้ควรพิจารณาจากประเด็นต่อไปนี้
- การบริหารความเสี่ยง: ทุกกลยุทธ์มีความเสี่ยง แต่การบริหารความเสี่ยงเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ เทรนด์ฟอลโลว์และพีรามิดดิ้งทำงานเมื่อแนวโน้มแข็งแรง แต่หากตลาดเปลี่ยนแปลงเร็วก็อาจมีกำไรหรือขาดทุน
- ความถี่ในการเทรดและต้นทุน: สแกลป์ปิ้งและกริดเทรดมักเทรดระยะสั้นบ่อย ทำให้สเปรดและค่าธรรมเนียมมีผลต่อกำไร จึงควรควบคุมต้นทุนการเทรด
- การใช้งานอัตโนมัติ: กริดเทรดและพีรามิดดิ้งสามารถทำให้เป็นอัตโนมัติได้บ่อย แต่วางการตั้งค่าและการเฝ้าระวังอย่างไม่ถูกต้องอาจเพิ่มความเสี่ยง
หลังจากเข้าใจลักษณะและความเสี่ยงของแต่ละกลยุทธ์แล้ว ลองเลือกวิธีที่เหมาะกับคุณ และหากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม แจ้งได้เสมอครับ!
Capital Cat
× ![]()