เรื่องสำคัญในการเทรด FX
ผมคิดว่าเราควรมีแนวคิดการเล่นอย่างมั่นคง
เพราะมันเป็นศักยภาพในการ “รับมือ” ไม่ว่า“ตลาดใดก็ตาม” จะมา
การเทรดแบบศูนย์หรือล้วนๆ 0 หรือ 100
ถ้าเป็นการ “ถือยาว” แบบซื้อซ้ำเมื่อราคาตําหรือคลี่คลายที่จุดต่ำของหุ้นที่มีศักยภาพในระยะยาว ก็พอมีความหมาย แต่
ใน FX หรือที่เรียกว่า “ตลาดที่เป็นระบบเสมือนจริง”
แนวคิดเทรดที่มีแต่ 0 หรือ 100 นั้นเป็นอันตรายมาก
ให้แยกแยะสัญญาณรบกวนจากช่วง 0–100 แล้ว
ตัดขาดขาดทุนอย่างกล้าหาญ
จำเป็นต้องมีมุมมองแบบนั้นใช่ไหม
ถ้าดูตลาดในอดีตก็จะเข้าใจ
FX มีสภาพคล่องและการเคลื่อนไหวของตลาดที่ซับซ้อนที่สุด
ซับซ้อนมากกว่าจะเรียกว่า “เคลื่อนไหวอย่างสุ่ม”
จริงๆ แล้วราคาจะสะท้อนลงไปในตลาดบ้าง
นั่นก็เปลี่ยนไปได้เหมือนกัน บางครั้งก็เริ่มจากกลางทาง
อย่าคิดว่า “ตลาดไม่มีความแน่นอน” เพราะ FX ทำงานแบบนั้นอยู่เสมอ
FX มีทฤษฎีดาว (Dow Theory) ที่มีประสิทธิผลถึงแม้ว่าจะมีการปรับขอบเขตความผันผวนของทฤษฎี Dow
การเทรดโดยใช้ Dow Theory ที่ตนคิดไว้
↓
ไม่ทำงานเลยกับ Dow Theory
↓
ต่อมาคู่ตลาดในภายหลังสร้าง Dow Theory ในแท่งถัดไป
และอื่นๆ
นอกจากนี้ยังมีรูปแบบแฟลกก์ที่หลอกลวงด้วย
มีการเทรดที่มีความได้เปรียบใน FX บางอย่างอยู่จริงๆ แต่
จริงๆ แล้วไม่มีการเทรดที่ได้เปรียบอย่างยั่งยืน
หากมีความได้เปรียบ ทุกคนก็คงรวยกันหมด
ดังนั้นการเทรดที่ได้เปรียบใน FX คือ
เป็นวิธีเทรดที่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับตรรกะและความผันผวนที่ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนแปลง
จริงๆ แล้ว
นัมพิน (การเพิ่มตำแหน่งเมื่อราคาตก) ใช้ได้จริง แต่มันก็มีคนที่ใช้ไม่ได้ด้วย
มีคนที่เก่งในการติดตามแนวโน้มเพียงอย่างเดียว และมีคนที่ไม่เหมาะกับวิธีนั้นเลย
ท้ายที่สุดแล้ว จะมีการวิเคราะห์และการตัดสินใจด้วยความสามารถส่วนบุคคล
ตัดขาดทุน ทำกำไร และสร้างผลลัพธ์ต่อเนื่อง ทำให้เป็นกิจวัตร
เพื่อการรับความเสี่ยงนี้ นั่นคือเหตุผลที่มีการวางสลิปจุดตัดขาด (Stop Loss) อยู่
Stop Loss คือการสัญญาว่าจะตัดขาดทุน แต่ก็ไม่สามารถตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วได้
การยอมรับและรวม Stop Loss เข้าไปเป็นวิธีการรับความเสี่ยงนั้นเป็นเรื่องที่อยู่
จริงๆ แล้ว,可以ไม่ทำ Stop Loss ได้
และสามารถทำการเทรดโดยใช้อัตราสร้างความเสี่ยงตามโลจิสติกต์ (ล็อต) ตามทุนก็ได้
สุดท้ายสิ่งที่เรากำลังทำคือการเพิ่มลดของทุนไม่ใช่อะไรอื่น
ผลลัพธ์จากการเพิ่มลดมาจากการเคลื่อนไหวงราคาซึ่งคือ “การเคลื่อนไหวของตลาด” ใช่ไหม
ดังนั้นจังหวะจึงมีความสำคัญ
และจังหวะนั้นคือ “หากตอบสนองเร็วจะลดความเสี่ยงลง”
ผลลัพธ์บางคนที่ตัดขาดทุนด้วย Stop Loss แล้วขาดทุนน้อยลง หรือบางคนมีการขาดทุนมากจนไม่สามารถพลิกกำไรกลับมาได้
เหตุผลในการใช้นัมพิน
ฟื้นฟูตลาด (ตลาดกลับมาสู่สภาพที่คิดไว้)
ลดความเสียหาย
และอื่นๆ
การใช้นัมพินคือ “มีเหตุผลใช่ไหม”
เพื่อเหตุผลนั้นจึงใช้นัมพิน และเพื่อเหตุผลนั้นจึงตัดขาดทุน
ทุกเมื่อคือการต่อสู้ทางจิตวิทยา
และตลาดไม่ควรถูกนึกถึงเป็นศูนย์หรือตลอดเวลา
ตลาดมีอยู่ในช่วงระหว่าง 0–100
ในช่วง 0–100 นั้น จึงทำการตัดขาดทุนและทำกำไรไปพร้อมๆ กันเพื่อเพิ่มทุนในตลาด
ไม่รู้ว่าตลาดในขณะนี้จะไปทางไหน
แต่ถ้าจะให้บอกก็คือตลาดมีแนวโน้มขายมากกว่า
ถ้าอย่างนั้น
ถือสถานะขาย และถือสถานะครึ่งหลังของการเทรดที่ลองขายไป (ล็อตน้อยกว่าส่วนครึ่งหนึ่ง)
หันไปขายแล้วเมื่อราคาจะขึ้นชั่วคราวก็ทำกำไร
แล้วก็กลับมาถ่ายเทสถานะครึ่งเดียวแยกเพื่อทำการนัมพินราคา
การใช้สถานะครึ่งเดียวแบบนี้ก็ได้ประโยชน์ด้วยนะ
สุดท้ายคือการ “นำตรรกะและการเทรดมาใช้กับตลาด” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของ FX
※หากต้องการหารายได้จาก FX ต่อไป คลิกที่นี่↓
× ![]()