ครั้งที่ 1: FX คืออะไร? มาศึกษาพื้นฐานคู่สกุลเงิน
FX ในฐานะสินค้า Bray
การซื้อขายสกุลเงินต่างประเทศแบบมาร์จิ้น (FX) คือ สินทรัพย์ทางการเงินที่คุณสามารถขายหรือซื้อเงินตราที่มาจากประเทศที่ต่างกัน และคุณสามารถทำกำไรจากการที่มูลค่าของเงินตรานั้นเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น อาจทำให้เข้าใจง่ายขึ้นหากคิดถึงการแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นดอลลาร์สหรัฐนั่นเอง คือการใช้ประโยชน์จากการที่ค่าเงินมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อหากำไร

ทำไม FX ถึงได้รับความนิยม?
เหตุผลที่ FX ได้รับความนิยมมีดังนี้
- เริ่มต้นด้วยเงินเพียงเล็กน้อยก็ได้ (ผู้ให้บริการบางรายให้ซื้อขายเริ่มจาก 1000 หน่วยสกุลเงิน)
- ระบบเลเวอเรจทำให้สามารถทำธุรกรรมใหญ่ด้วยเงินน้อยได้ (หลักการคันโยก)
- ถ้าระบบอินเทอร์เน็ตมีอยู่ก็สามารถเทรดได้ทุกที่ทุกเวลา (ถ้ามีสมาร์ทโฟนก็โอเค)
- สามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นหลังเลิกงานก็สามารถเทรดได้ (ไม่แนะนำให้เทรดระหว่างทำงาน)
ความเสี่ยงและผลตอบแทนของ FX
FX มีทั้งความเสี่ยงและผลตอบแทน ผลตอบแทนหมายถึงกำไรที่ได้รับจากการลงทุน ในขณะที่ความเสี่ยงคือความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียเงินลงทุน หากมูลค่าเงินเปลี่ยนทิศทางไม่ตรงกับการคาดการณ์ ความเสี่ยงจะสูง ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงจึงสำคัญมาก ยิ่งเทรดที่มีผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็สูงตามไปด้วย ดังนั้นจึงควรเลือกวิธีการเทรดที่เหมาะกับคุณ
พื้นฐานคู่สกุลเงิน
แนวคิดคู่สกุลเงิน
คู่สกุลเงินคือการรวมเงินตราของสองประเทศที่ซื้อขายพร้อมกันในการเทรด FX ตัวอย่างเช่น การแลกเปลี่ยนระหว่างเยนญี่ปุ่นและดอลลาร์สหรัฐจะถูกระบุเป็น “USD/JPY” โดยที่ USD หมายถึงดอลลาร์สหรัฐและ JPY หมายถึงเยนญี่ปุ่น
คู่สกุลเงินหลักและคู่สกุลเงินรอง
คู่สกุลเงินนั้นคู่สกุลเงินหลักและคู่สกุลเงินรองถูกแบ่งออก คู่สกุลเงินหลักคือชุดสกุลเงินที่มีปริมาณการซื้อขายสูงและมีความมั่นคง ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงคือดอลลาร์สหรัฐกับยูโร (EUR/USD) คู่สกุลเงินรองมีปริมาณการซื้อขายน้อยกว่าและมักไม่มั่นคงเท่าคู่สกุลเงินหลัก เช่น ลิรา Turksit กับเยนญี่ปุ่น (TRY/JPY) เป็นต้น
ความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงราคาของคู่สกุลเงิน
ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศคู่สกุลเงินมีการเปลี่ยนแปลงราคาตลอดเวลาคู่สกุลเงินคือการแสดงเงินตราของประเทศหนึ่งเป็นเงินตราของประเทศอื่น ตัวอย่างเช่น USD/JPY หมายถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐเทียบเท่ากี่เยน หาก USD/JPY ที่ 110.00 แสดงว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐแลกเปลี่ยนเป็น 110 เยน เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลง ราคาของคู่สกุลเงินก็จะเปลี่ยนไปด้วย สามารถใช้การเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อหากำไรได้
ลักษณะและความเสี่ยงของแต่ละคู่สกุลเงิน
แต่ละคู่มีลักษณะและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น คู่สกุลเงินหลักมีเสถียรภาพความเสี่ยงต่ำ แต่โอกาสทำกำไรมีโอกาสน้อยลงบ่อยครั้ง ในทางกลับกัน คู่สกุลเงินรองมีความผันผวนมากกว่าทำให้โอกาสกำไรมากขึ้น แต่ความเสี่ยงก็สูงด้วย คุณควรเลือกคู่สกุลเงินที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับและรูปแบบการเทรดของคุณ
พื้นฐานการเทรด
สถานะระยะยาว (Long) และระยะสั้น (Short)
ในการเทรด FX มีสองวิธีในการซื้อขายเงินคือ“สถานะระยะยาว (Long position)” และ “สถานะระยะสั้น (Short position) ที่จะขายเงิน สถานะระยะยาวคือการซื้อคาดหวังว่าราคาจะขึ้น ส่วนสถานะระยะสั้นคือการขายคาดหวังว่าราคาจะลง
เลเวอเรจและมาร์จิ้น
เลเวอเรจคือระบบที่ให้คุณทำธุรกรรมใหญ่ด้วยเงินน้อย ตัวอย่างเช่น ใช้เลเวอเรจ 25 เท่า จะสามารถทำธุรกรรมได้ถึง 250,000 เยนด้วยเงิน 10,000 เยน อย่างไรก็ดี หากใช้เลเวอเรจ กำไรและขาดทุนก็จะมากขึ้นด้วย จึงต้องระมัดระวังมาร์จิ้นคือเงินขั้นต่ำที่จำเป็นเพื่อทำการเทรดด้วยเลเวอเรจ
สเปรดและค่าธรรมเนียม
สเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ส่วนต่างนี้คือกำไรของโบรกเกอร์ สเปรดที่แคบลงจะลดต้นทุนการเทรดและเพิ่มโอกาสทำกำไรค่าธรรม เนียมคือเงินที่ต้องจ่ายทุกครั้งที่ทำการเทรด บางโบรกเกอร์มีการเทรดโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม
วิธีสั่งซื้อหลัก (Market order, Pending order, Stop order)
ในการเทรด FX มีวิธีสั่งซื้อหลายแบบคำสั่งตามราคา (Market order)คือการเทรดที่ดำเนินการทันทีตามราคาตลาดปัจจุบันคำสั่งโดยราคา (Pending order)คือคำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้าเพื่อให้การเทรดเสร็จสมบูรณ์เมื่อราคาถูกกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม Stop order คือการตั้งพอร์ตโฟลิโอในราคาที่กำหนดล่วงหน้าเพื่อจำกัดการขาดทุน การใช้วิธีเหล่านี้อย่างชาญฉลาดจะช่วยประสิทธิภาพในการเทรดได้