การขาดดุลการค้าจะทรงตัวหรือแย่ลงแม้ค่าเยนอ่อนลง
ยอดขาดดุลการค้าประจำเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 2,817.3 พันล้านเยน และขนาดขาดดุลก็เป็นประวัติการณ์สูงสุด
ขาดดุลการค้าครบ 13 เดือนติดต่อกัน และเป็นอันดับที่ 2 ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ รองจากช่วง 32 เดือนก่อนหน้าในปี 2015
สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอันเกิดจากการบุกยูเครนของรัสเซีย ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าพัลลุก (น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ) เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดแค่นั้น
ถึงแม้จะมีเงินเยนอ่อนแต่ก็มิได้ปรับปรุงการค้ากับสินค้าพัลลุกเป็นอย่างดี การค้ากับสินค้าพัลลุกที่ไม่รวมพลังงานยังมีแนวโน้มลดลง
โดยทั่วไป เมื่อเงินเยนอ่อนลง ราคานำเข้าสูงขึ้นก็จะลดการนำเข้า ในขณะเดียวกันการส่งออกจะได้ประโยชน์และขยายตัว ส่งผลให้การค้ารวมดีขึ้น ปัญหามีสองประเด็น
(1) หลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา รัฐบาลสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างรวดเร็ว ⇒ เยนแข็ง ⇒ ย้ายฐานการผลิตออกจากญี่ปุ่น เนื่องจากไม่มีฐานการผลิตในญี่ปุ่น เมื่อเยนอ่อน การส่งออกจึงไม่ขยาย
(2) ฐานการผลิตอยู่ต่างประเทศ และเป็นระบบส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังญี่ปุ่น แต่ราคาสินค้าต่างประเทศสูงขึ้น ทำให้มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น ข่าวระบุว่าเงินเยนอ่อนทำให้มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น แต่ปัญหาที่แท้จริงคือราคาของสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศสูงขึ้นตั้งแต่ต้น
ทั้ง (1) และ (2) ปัญหายึดโยงอยู่กับการย้ายการผลิตไปต่างประเทศ ถึงแม้ตอนนี้จะเสียใจก็ตาม แต่การอ่อนค่าของเงินเยนต่อเนื่องได้ทำให้การย้ายฐานการผลิตกลับมาพิจารณาภายในประเทศ
รัฐบาลญี่ปุ่นอาจไม่ต้องการเงินเยนอ่อนมากกว่านี้ แต่ก็ไม่อยากให้มีการแข็งค่าของเยนอย่างรวดเร็วที่อาจขัดขวางการย้ายฐานการผลิตกลับภายในประเทศ พวกเขาอาจต้องการให้เกิดการกลับมาผลิตภายในประเทศเพื่อให้ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เติบโตในอดีต
กราฟถัดไปเป็นการค้ารวมของญี่ปุ่นที่ไม่รวมพลังงาน สองปัจจัยหลักที่เคยหนุนกำไรการค้าชายแดนญี่ปุ่น (รถยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้า) มีชิ้นส่วนที่ไฟฟ้าทรุดลง นอกเหนือจากนั้นสภาพยังแย่ลง
เพื่อความมั่นใจ แม้ว่าการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นอ่อนแอลง แต่บริษัทต่างๆ ยังคงทำกำไรจากต่างประเทศ จึงไม่มีปัญหาในแง่ความสามารถในการทำกำไร