เกิดอะไรขึ้นในตลาดวันที่ 7 กันยายน 2022
ไตรมาสใหม่นี้ หลังประกาศสองสถิติหลักของประเทศ (ดัชนี ISM, สถิติการจ้างงาน)หลังวันหยุด ผู้ลงทุนที่เคยลังเลจนถึงตอนนี้ก็เปลี่ยนใจน่าจะทำเช่นนั้น
“การขึ้นดอกเบี้ย ⇒ เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว ⇒ เงินเฟ้อสงบ ⇒ หยุดการขึ้นดอกเบี้ย” เป็นแนวคิดที่นักลงทุนบางส่วนยึดติดอยู่ และถึงแม้จะได้ฟังสุนทรพจน์ของประธานพาวเวลล์ที่แจ็กสันโฮลล์ ก็ยังคงมีความลังเลและไม่ลงมือ
(1) แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะอ่อนตัวลง หากเงินเฟ้อยังคงมากกว่า 2% FED จะไม่ลดระดับการคุมเข้มการขึ้นดอกเบี้ย
(2) อัตราดอกเบี้ยจริงยังติดลบอยู่ และมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ดัชนี ISM ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ มีฐานที่แข็งแรง สถิติการจ้างงานยังอยู่ในระดับดี
(3) FED ตั้งใจจริงที่จะควบคุมอุปสงค์ และพร้อมเผชิญกับภาวะถดถอย เผากรรมวิธีราคาโภคภัณฑ์ให้ลดลงก็สะท้อนอยู่ด้วย
(4) โลกไม่สามารถตามดอกเบี้ยของสหรัฐได้ ECB หากเกิดภาวะถดถอยก็จะลำบากในการขึ้นดอกเบี้ยมากมาย
สรุปว่า FEDพร้อมเผชิญกับภาวะถดถอยด้วยโดยมีท่าทีชัดเจนในการควบคุมราคาสินค้าแพงไว้ นี้คือความเชื่อที่พวกเขาเชื่อ คุณจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นเรื่องของคุณ เพราะนักลงทุนที่ชินกับนโยบายการเงินที่ควบคุมเศรษฐกิจมานาน 40 ปี อาจเปลี่ยนความคิดได้ช้า
ที่ว่านั้น นักลงทุนที่เปลี่ยนใจก็อาจมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม และหากเป็นเช่นนั้น ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะขายเงินเยนที่แข็งค่ากับสกุลเงินที่ต่างกันของญี่ปุ่น เนื่องจากนโยบายต่าง ๆ แตกต่างกัน
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐภายใน 1 ปี กำลังกระตุ้นการเทรดเยนแบบ carry trade
ทว่า ปัญหาคือ หากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่เงินเยนจะกลับมาแข็งค่า
ราคาน้ำมันดิบ (Brent) ต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ จะทำให้การชำระเงินระหว่างประเทศของญี่ปุ่นดีขึ้นมาก หากเป็นไปเช่นนั้น กระแสเงินสดที่ชำระระหว่างประเทศจะดีขึ้น และมีการซื้อเงินเยนขึ้น แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องอนาคต
คนที่ได้กำไรจากการซื้อดอลลาร์ยาว/ขายเงินเยนสั้นก็คงอยากได้เงินปันผล แต่ผลตอบแทนจาก Carry (จุดสวอป) ทำให้ไม่มีการทำกำไรที่มากนัก
คงเป็นการแทรกแซงค่าเงินเท่านั้นหรือไม่หนอ?
หรือถ้าทุกคนทำในทิศทางเดียวกันและทำในแบบเดียวกัน นั่นอาจเป็นจุดจบของตลาดได้ใช่ไหม?