ความคิดเชิงความน่าจะเป็นมีประสิทธิภาพ
ความคิดความน่าจะเป็นมีประสิทธิภาพ
โป๊กเกอร์ให้ความได้เปรียบระหว่างผู้เล่นด้วยกันเอง
เพื่อให้สอดคล้องกับตลาด
คอยดูการเคลื่อนไหวของตลาด แต่ต้องละทิ้งความคิดเช่นยอดสูงสุดหรือต่ำสุด
ต้องมองในมุมของโป๊กเกอร์
ในกรณีของโป๊กเกอร์ ไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับช่วงหรือยอดสูงสุดหรือต่ำสุด
มีแนวคิดแค่สูงหรือต่ำที่เป็นที่พึงปรารถนา
ในตลาด ถ้าตลาดมีแนวโน้มเกิดขึ้นหรือตายไป ไม่เกิดแนวโน้ม หรือไม่เกิดแนวโน้ม จะมีการพูดถึงการเข้ากับแนวโน้มย้อนกลับหรืไม่ย้อนกลับ
ถ้าคิดถึงช่วงสูงสุดหรือต่ำสุดของตลาด จะทำให้การเทรดโดยมีความคิดแบบความน่าจะเป็นไม่สามารถทำได้
รูเล็ตต์และ FX ก็ใช้ความคิดแบบความน่าจะเป็น การยุติการขาดทุนและการทำกำไรในเชิงเส้นๆ เป็นแนวคิดบนโต๊ะเท่านั้น
ทั้งสองเรื่องเทียบเทียบกับศาสนาแห่งจิตใจ
ความน่าจะเป็นที่ยุติลง
ระบบพิจารณาความน่าจะเป็นอย่างรอบคอบ
หากสามารถทำระบบได้ ก็อาจทำซ้ำได้
แต่การทำให้มันซ้ำได้ก็เป็นเรื่องของมนุษย์ ดังนั้นจึงไม่มีความหมาย
ในที่สุดก็มีแต่ผลลัพธ์สุดท้ายที่เห็นได้เท่านั้นที่เป็นเคล็ดลับการชนะ
การเข้าตามแนวตรงแบบทีละช็อต
การลองผิดลองถูกด้วยรูปแบบพีร่าและดราฟทิ้งไปในหลายๆ แนวทางก็เป็นสิ่งที่ดี
เมื่อใส่ตัวจำกัด (ลิมิต) จะทำให้แพ้ได้
การตั้งค่าลิมิตจะทำให้การขาดทุนที่เกิดจากจำนวนครั้งไม่ถูกชดเชย
การตั้งลิมิตแบบรวมกันจะสามารถชดเชยจำนวนครั้งที่ขาดทุนได้
“ลิมิตคงที่: การขาดทุนขั้นต่ำ”
หากทำเช่นนั้น
ยกตัวอย่างเคลื่อนไปตามแนวโน้มจนถึง (เคลื่อนที่ 500 pips)
การจำกัดขาดทุนที่ 20 pips
สมมติว่าเข้าเทรดแบบตามแนวตรง
ประมาณ 20 รายการต่อวัน (เฉลี่ยส่วนที่เคลื่อนไปจนถึงแนวโน้ม)
100 รายการต่อสัปดาห์
ประมาณเดือนละหนึ่งถึงสองครั้งจะปรากฏ
400 รายการรวม
แนวโน้มเกิดขึ้น
500 pips เพราะฉะนั้น
20 รายการที่ประสบความสำเร็จได้ (อาจเป็นไปได้)
20×5 (จำนวนครั้งที่ชนะ) = 100
จำนวนครั้งที่แพ้คือ 500 ครั้ง ดังนั้นจึงเป็น -400
ในความเป็นจริง ไม่มีการเข้าเทรดแบบนั้น ดังนั้นอาจเป็นประมาณ 100 และ +/- 0
ยิ่งไปกว่านั้นยังเคลื่อนไหวถึง 500 pips
สถานการณ์ขั้นต่ำที่พิจารณาได้ แต่ระบบที่ไม่พิจารณาสถานการณ์ขั้นต่ำเป็นระบบต่ำสุด
เมื่อเป็นการชำระกำไรทั้งหมดในครั้งเดียวเมื่อแนวโน้มสิ้นสุดลงที่ 500 pips
หากประสบความสำเร็จประมาณ 10 รายการ
25+24+23+22+21+20+19+18+17+16
+200 ชนะแล้ว
ระบบการเทรดเมื่อดูจากกราฟจะ “แพ้”
หากตั้งกลยุทธ์การเทรดตามช่วงเวลาจะทำให้เกิด“ระบบize”
ดูการเทรดภายใต้ช่วงเวลาและเงื่อนไขนั้นๆ เพื่อดูว่า “ชนะได้หรือไม่”
หากไม่รวมองค์ประกอบนี้เข้ามา จะไม่ทราบว่าแนวตรงตามแบบพีร่าเป็นประโยชน์หรือไม่
การเทรดเพื่อจับการเคลื่อนไหวของตลาด
ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นการเดิมพันเสี่ยงดวง
แนวตรงและแนวโน้ม
หากเป็นช่วง จะมีวิธีวิเคราะห์อยู่
แนวโน้มอื่นๆ จะไม่มีวิธีวิเคราะห์ทำให้สุดท้ายกลายเป็นการเทรดเสี่ยงเหมือนการเดิมพัน
สมมติฐานว่าขาดทุนจะเกิดขึ้น
หากเทรดต่อเนื่องกับทิศทางนั้น แน่นอนว่าจะออกมา
แน่นอนว่าจะได้กำไรเมื่อทำต่อไป
เพราะว่ากำไรไม่ได้ตั้งใจจะได้
เพราะว่าเทรดในทิศทางที่ตลาดเคลื่อนไป
ราคามีค่าแท้จริงไม่มี
เพราะนักเทรดที่เทรดในทิศทางตรงกันข้ามและทำกำไรในที่สุดจะขาดทุนในตลาดที่เกิดขึ้น
แนวตรงจะออกมาพบแนวโน้มและจุดสูงสุดต่ำสุดที่สอดคล้องกับราคาจะไม่ทำงานเลย
เส้นแนวโน้มที่พบบนยอดสูงสุดหรือต่ำสุดก็ยังคงถูกทำลายต่อไป ดังนั้นราคาแท้จริงไม่มี
แนวตรงเมื่อคิดในเชิงแนวคิดจะเพิ่มจำนวนขาดทุน
จริงๆ แล้วเพราะเป็นการเข้าเทรดแบบตามแนวตรง
เมื่อถึงจุด Stop Loss จะมีการเปิดทั้งสองตำแหน่งอยู่แล้วและทำกำไรอยู่
ดังนั้นจำนวนครั้งที่ขาดทุนจะไม่เพิ่มมากจนเกินไป
การปฏิบัติตามตลาด
การซ้ำเทรนด์ด้วยตำแหน่งนานเป็นการเสียเวลา
หากตามตลาดก็จะมีการติดตามแนวตรงที่กำลังเกิดขึ้น
สัญญาณที่ไม่จำเป็น
เพียงเงียบ ๆ ปฏิบัติตามรูปแบบตลาดเท่านั้นก็พอ
ไม่ต้องคิดอะไรเลย เพียงใส่ Stop Loss อย่างเงียบๆ และเดิมพันกับตลาด
สามารถเปิดตำแหน่งทั้งสองข้างในช่วงเริ่มต้นได้ แต่ห้ามเปิดมากกว่านั้น
ตลาดจะบังคับให้เปลี่ยนแปลง ดังนั้น
การวิเคราะห์ไม่มีความหมาย
แม้จะมีการสังเกตการณ์ตลาดก็ไม่เป็นประโยชน์
การวิเคราะห์ตลาดไม่มีความหมาย