เมื่อขึ้นแล้วจะลง
──────────────────────────────
ตอนต่อไป «ปรัชญาการเทรด»……2
──────────────────────────────
ในสมัยเป็นพนักงานบริษัท ผมขอหัวหน้าแผนกนำอุปกรณ์สำนักงานที่กำลังจะพังไปให้เขา
“ช่วยเปลี่ยนใหม่ให้หน่อย”
หัวหน้าแผนกที่คิดอยู่ไม่กี่วินาทีตอบอย่างอ่อนแอว่า “ยังใช้งานได้…” ผมเลยเผลอทิ้งลงกับพื้น และด้วยความจำเป็นจึงขออีกครั้งว่า “กรุณาเปลี่ยนให้ที พังหมดแล้ว”
เมื่อย้อนกลับไป 30 ปีก่อน เป็นตอนที่นักศึกษาพึ่งเริ่มทำงานคนหนึ่งแพ้ต่อ “แรงดึงดูด” (หัวเราะ)
ครั้งก่อนผมได้แนะนำปรัชญาเรื่องการถือหุ้นว่า “หุ้นคือส่วนครอบครองของบริษัท”
“หุ้นคือส่วนแบ่งของกิจการ บริษัทคือองค์กรที่แสวงหากำไร”
→ “คาดหวังว่ามูลค่าจะสูงขึ้น จึงควร ‘ซื้อ’”
ในทางกลับกัน มีมุมมองที่ว่า “หุ้นควรขาย”
พลังงานที่ทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นมาจากการที่นักลงทุน “ซื้อ”
มีคนขายด้วยก็มีราคากำหนดขึ้นมาได้ แต่ในช่วงที่ผู้ซื้อรายใหม่เข้ามากันเป็นจำนวนมาก ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นต่อไป
แล้วพลังงานเมื่อเข้าสู่ตลาดขาลงล่ะ?
คนที่ทำการ short ขับราคาหุ้นลงหรือ? ไม่ใช่
เมื่อพลังงานซื้ออ่อนแรง ราคาก็จะลดลง
เมื่ออัตราการเพิ่มของผู้ที่มาซื้อใหม่ลดลง ราคาจะชะลอตัวและจากนั้นจะลดลงด้วย “แรงดึงดูด”
ในพื้นที่ราคาต่ำที่ความนิยมติดลบ ผู้คนไม่มีแรงกดขึ้นหรือลง
หากบริษัทเติบโตและ“พลังงานจริง” สูงขึ้น ราคาหุ้นในช่วงที่ความนิยมติดลบก็จะสูงขึ้นด้วย แต่หลักสำคัญคือ “แนวโน้มการขึ้นราคา=แรงกดที่ทำให้ราคาพื้นขึ้น”
“พลังงานในการซื้อที่ทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้น (กลายเป็นที่นิยม) เป็นไปในทางที่ขัดกับหลักธรรมชาติ”
“การแตะจุดสูงสุดและไหลหล่นลงเป็นแนวโน้มที่หากเป็นธรรมชาติมาก”
ผู้ที่คิดแบบนี้ชอบกลยุทธ์ขายหรือตลาดลบ (การขายชอร์ต)
การทุ่มลูกบอลขึ้นไปยังที่สูงเป็นเรื่องยาก (เพราะขัดกับแรงดึงดูด)
การปล่อยลูกบอลจากที่สูงลงไปยังต่ำมันง่าย (มันตกลงไปเองด้วยแรงดึงดูด)
นี่คือหลักการนั้น
56 ปีก่อน เมื่อวันที่ 12 เมษายน 1961 ยานอวกาศนำคนลำแรกของโลก “วอสตอก-1” ของสหภาพโซเวียตถูกส่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สำเร็จ และคำพูดของนักบินกาการ์ลิน นายพลว่า “โลกสีฟ้า” ได้กลายเป็นคำดัง
ยานอวกาศบินขึ้นท้าทายแรงดึงดูด
เหมือนกับราคาหุ้นที่พุ่งสูงอย่างรุนแรง
แต่ราคาหุ้นจะไม่ถึงอวกาศที่ไร้แรงขับเคลื่อน