【ザ・トレーディング編】第32回:การเทรดคือ "ธุรกิจ" ทำให้การเติบโตของตัวเองถูกบันทึกไว้ งบการเงินที่ไม่มีคำโกหก??️

ครั้งก่อน (ครั้งที่ 31) เราได้พูดถึงการ “สแกน” เพื่อค้นหาโอกาสที่มีแนวโน้มจากหมู่หุ้นมากมาย โดยไม่พึ่งพาเครื่องมือที่สะดวกสบายมากเกินไป ต้องเริ่มจากการถอดแบบที่คุณถนัดออกมาเป็นแบบอย่าง (แพทเทิร์นระดับ A) ซึ่งเป็นความถ่อมตนที่สำคัญ
คราวนี้ เราจะเข้าสู่ตอนที่ 11: การจัดการบันทึกการเทรดที่เหมาะสม ทำไมเทรดเดอร์มืออาชีพจึงไม่เคยละทิ้งการบันทึกที่ดูแสนน่าเบื่อเลย
1. การเทรดไม่ใช่การพนันแต่เป็นธุรกิจ
ผู้เริ่มต้นหลายคนมักมองการเทรดเป็น “เกม” หรือ “การพนัน” พวกเขาถือสถานะตามอำเภอใจ เมื่อชนะก็ดีใจ หากแพ้ก็โทษตลาดไปเรื่อยๆ ไม่ว่ามีอะไรสะสมอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตามเทรดเดอร์มืออาชีพต่างกันพวกเขาให้ความสำคัญกับการถือการเทรดเป็น “ธุรกิจที่จริงจัง”
ในฐานะที่เป็นธุรกิจ จำเป็นต้องมี “สมุดบัญชี” เช่นเดียวกับบริษัทที่สุขภาพดีที่แสดงสถานะการเงินและกระแสเงินสดผ่านงบการเงิน เพื่อให้ทราบว่าตนเองดำเนินการอย่างไร มีการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และประหยัดค่าใช้จ่าย บทเรียนสำคัญคือผู้เทรดต้องมี “งบการเงิน” ที่ประเมินประสิทธิภาพของตนเองอย่างเป็นระบบ
นั่นคือ “สมุดบันทึกการเทรด”
2. ความทรงจำมักถูกทำให้สวยงาม จึงควรบันทึก
ทำไมเราถึงต้องเขียนสมุดบันทึกการเทรดล่ะ? เพราะ “ความทรงจำของมนุษย์ถูกปรับแต่งให้สะดวกมากตามที่ใจต้องการ”
เราจำการเทรดที่ชนะได้อย่างภาคภูมิใจเสมอ และแม้ว่าเราจะทำตามกติกาไม่ครบถ้วนจนเกิดการขาดทุนอย่างมากในการเทรด บทเรียนที่ต้องติดไว้ในใจมักถูกลืมลงอย่างไม่รู้ตัว
ดร. เอล์เดอร์กล่าวว่าการจัดการบันทึกคือ “เครื่องมือที่สำคัญที่สุดเพื่อการพัฒนาตัวเอง” การบันทึกสมุดการเทรดช่วยให้เราเห็นความสั่นคลอนของอารมณ์และ “นิสัยที่ไม่ดี” ที่ซ้ำรซากได้ในรูปแบบข้อมูลเชิงวิเคราะห์ มันอาจเจ็บปวดที่ต้องเผชิญหน้ากับความไม่ประสบความสำเร็จของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่หนีความเจ็บปวดและเผชิญหน้ากับมันด้วยความซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถเอาชนะจุดอ่อนและก้าวไปยังระดับต่อไปได้

3. “สามมุมมอง” ที่ควรเขียนลงบันทึก
แล้วสมุดบันทึกการเทรดควรบันทึกในเรื่องอะไรบ้างล่ะ? การบันทึกเพียงข้อมุล “ราคาซื้อ” และ “ราคาขาย” ไม่เพียงพอ
มืออาชีพจะบันทึกมุมมองอย่างน้อยสามมุมมองต่อไปนี้