หน้าเพจขายเครื่องมือเซ็นต์ หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ห้าประการ อย่าซื้อ
■ ทำไมถึงเขียนหนังสือเล่มนี้
สวัสดีครับ/ค่ะ
ฉันเป็นนักพัฒนาที่สร้าง “เครื่องมือสัญญาณ” สำหรับการเทรดตัวเลือกไบนารี (การทายว่า ราคาจะสูงขึ้นหรือลดลงหลังเวลาที่กำหนด) ที่ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงราคาและแจ้งให้ทราบ
บนหน้าผลิตภัณฑ์มีบางครั้งที่มีข้อความแบบ “อัตราชนะ 90%” หรือ “ชนะต่อเนื่อง” โดยที่ตัวเลขความสำเร็จเพียงอย่างเดียวถูกนำเสนออย่างเด่นชัด
จะอ่านตัวเลขนี้อย่างไร บทความนี้จะพูดเฉพาะเรื่องนั้น
ปัญหาคือผู้ดูแล (ผู้ที่สนใจจะซื้อ) ไม่มีหลักฐานหรือแนวทางในการยืนยันว่าตัวเลขนั้นจริงหรือไม่
แม้จะแสดงอัตราชนะเพียงอย่างเดียว ความน่าเชื่อถือก็แตกต่างกันมากขึ้นอยู่กับว่ามันชนะกี่ครั้งใน 10 ครั้ง หรือ 900 ครั้งใน 1000 ครั้ง
ผลองค์ประกอบทางทฤษฎี (การจำลอง) กับผลลัพธ์จริงจากการซื้อขายอัตโนมัติอาจมีความแตกต่างชัดเจน
ฉันตระหนักถึงความแตกต่างนี้ระหว่างการตรวจสอบเครื่องมือของตัวเอง
มีสามอย่างที่อยากจะบอกไว้ก่อน
หนึ่งคือ บทความนี้ไม่ใช่คู่มือชักชวนให้ใช้ผู้ให้บริการการค้ารายใด
สองคือ “หากเข้าเงื่อนไขนี้จะชนะ” ไม่ได้ให้คำสั่งซื้อขายใด ๆ
สามคือ โครงสร้างภายในของเครื่องมือที่ฉันพัฒนาขึ้น (เงื่อนไขใดบ้างที่ออกสัญญาณ) ไม่อธิบายในบทความนี้
บทความนี้จะกล่าวถึงสิ่งที่ขาดไปจากตัวเลขอัตราชนะเท่านั้น และรายการตรวจสอบเชิงประเด็นเพื่อยืนยันผลลัพธ์บนหน้ารายงานการขาย
เหตุผลที่อัตราชนะมนุษย์กับผลลัพธ์จากการเทรดจริงมีความต่าง จะกล่าวในเล่มต่อไป
จากบทต่อไป เราจะดูด้วยตัวเลขจริง
สรุปบทนี้ 3 บรรทัด
1. ผู้เขียนเป็นนักพัฒนาที่สร้างเครื่องมือสัญญาณสำหรับไบนารีออปชัน
2. หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การขายเครื่องมือใดเป็นพิเศษหรือคำสั่งซื้อขาย
3. จะพูดถึงวิธีอ่านตัวเลขบนหน้ารายงานเท่านั้น
■ “อัตราชนะ” อย่างเดียวไม่พอไปทั้งหมด (เรื่องตัวหาร)
ก่อนอื่นมาระบุคำศัพท์กันก่อน
ไบนารีออปชันคือ การทายว่าเมื่อเวลาที่กำหนดผ่านไป ราคาจะสูงกว่าหรือต่ำกว่าเดิม
ถ้าถูก จะได้เงินที่ระบุไว้ (จำนวนเงินที่เดิมพันคูณด้วยอัตราการจ่าย)
ถ้าผิด เงินเดิมพันจะไม่ถูกคืนทั้งหมด
ไม่ยาก มีเพียงสองทางเลือกคือ สูงหรือต่ำ
“อัตราชนะ” คือ จำนวนครั้งที่ถูกเทียบกับจำนวนการเทรดทั้งหมด
สิ่งสำคัญคือ จำนวนรอบในตัวหาร
ยกตัวอย่าง ดูหน้าเว็บว่า “ชนะ 9 ใน 10 ครั้ง อัตราชนะ 90%”
ฟังดูดี
แต่การโยนเหรียญ 10 ครั้งให้หัวขึ้น 9 ครั้งไม่ใช่เรื่องแปลกนัก (โดยประมาณ 1% ความน่าจะเป็น)
ในจำนวน 10 ครั้งยังไม่พอที่จะบอกถึงความสามารถจริง
แล้วถ้าคุณเห็น “530 ชนะใน 1000 ครั้ง” อัตราชนะ 53% ล่ะ
ตัวเลขเพียงอย่างเดียวยังดูไม่น่าตื่นเต้นเท่า 90% แต่มีจำนวนรอบมากกว่า 1000 รอบ ทำให้ 53% ไม่ใช่เรื่องที่อธิบายได้จาก “บังเอิญ”
ยิ่งจำนวนรอบมากขึ้น อัตราชนะจะใกล้เคียงกับความสามารถที่แท้จริง
ดังนั้น อัตราชนะจึงต้องดูควบคู่กับจำนวนรอบเสมอ
อัตราชนะที่ไม่มีจำนวนรอบประกอบ ไม่ใช่ข้อมูลให้ตัดสินใจ
อีกตัวเลขที่สำคัญคือ “อัตราการจ่าย”
เป็นอัตราที่จะจ่ายเท่าไรเมื่อชนะ
ถ้าเข้าใจสิ่งนี้ คุณสามารถคำนวณจุดคุ้มทุนได้
ตัวอย่าง หากอัตราการจ่ายเป็น 1.90 เท่า
เดิมพัน 10,000 บาท ถ้าชนะ จะได้ 19,000 บาท กำไรสุทธิ 9,000 บาท
ถ้าผิด เงิน 10,000 บาทจะไม่คืน
ด้วยเงื่อนไขนี้ เมื่ออัตราชนะ 52.63% พอๆ กับการได้กำไรในระยะยาว (ตัวเลข 52.63% สามารถคำนวณได้จาก 1 ÷ 1.90)
ถ้าอัตราชนะสูงกว่านี้ จะกำไรในระยะยาวมากขึ้น ถ้าต่ำกว่านี้ จะขาดทุน
ต้องระวังว่า อัตราการจ่ายเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาการตัดสินรางวัล (กี่วินาทีหลังที่ชนะ/แพ้ถูกกำหนด)
ถ้าพูดถึงผู้ให้บริการบางรายที่เปิดเผยอัตราการจ่ายแบบระยะสั้น อัตราการจ่ายจะสูงขึ้นเมื่อเวลาตัดสินสั้นลงและต่ำลงเมื่อเวลายาวขึ้น
| ระยะเวลาการตัดสิน | อัตราการจ่าย | อัตราชนะจุดคุ้มทุน |
|---|---|---|
| 15 วินาที | 2.05 เท่า | 48.78% |
| 30 วินาที | 2.00 เท่า | 50.00% |
| 60 วินาที (1 นาที) | 1.95 เท่า | 51.28% |
| 180 วินาที (3 นาที) | 1.90 เท่า | 52.63% |
| 300 วินาที (5 นาที) | 1.90 เท่า | 52.63% |
ดูตารางนี้จะเห็นบางสิ่งที่น่าสนใจ
เมื่อระยะเวลาการตัดสินสั้น 15 วินาที จุดคุ้มทุนอยู่แค่ 48.78%
กล่าวคือ แม้จะมีอัตราชนะ 50% เหมือนการโยนเหรียญ ก็เฉลี่ยแล้วจะมีกำไร (แต่โปรดระวังว่าเมื่อระยะเวลาตัดสินสั้น อัตราการจ่ายอาจต่ำลงตามบัญชีและช่วงเวลาซึ่งตัวเลขนี้เป็นค่ากลางไม่ใช่ค่าที่แท้จริงเสมอ)
ในทางกลับกัน ถ้าระยะเวลาตัดสิน 180 หรือ 300 วินาที จะต้องชนะมากกว่า 52.63% เพื่อไม่ให้ขาดทุน
สิ่งที่อยากสื่อมากที่สุดคือ “อัตราชนะสูงไม่แปลว่าเก่งเสมอไป”
แม้จะเป็นอัตราชนะ 55% เหมือนกัน แต่ระยะเวลาตัดสิน 15 วินาที จะอยู่ในโซนบวกมากกว่าที่ระยะ 180 วินาที
ในทางกลับกัน “อัตราชนะ 50%” ถ้าเป็นระยะ 15 วินาทีจะถูกกว่าเล็กน้อยในโซนบวก แต่ถ้าเป็น 180 วินาทีจะอยู่ในโซนลบชัดเจน
หากไม่ดูระยะเวลาตัดสิน/อัตราการจ่ายร่วมกับอัตราชนะ จะตัดสินคุณภาพได้ยาก
เมื่อดูผลการใช้งานบนหน้าขาย ให้ตรวจสอบอย่างน้อย 3 ข้อ ดังนี้
① อัตราชนะ ② จำนวนครั้งที่ใช้ในการคำนวณ (ตัวหาร) ③ ระยะเวลาการตัดสิน (อัตราการจ่ายและจุดคุ้มทุน)
ผลการใช้งานที่ขาดหนึ่งในข้อใดมี จะยังไม่เพียงพอในการตัดสินใจ
สรุปบทนี้ 3 บรรทัด
1. อัตราชนะต้องดูควบคู่กับจำนวนครั้งเพื่อบอกถึงความสามารถแท้จริงหรือบังเอิญ
2. จากอัตราการจ่าย สามารถคำนวณจุดคุ้มทุนได้ และระยะเวลาการตัดสินสั้นลง ทำให้จุดคุ้มทุนลดลง (เช่น 15 วินาที 48.78%, 180 วินาที 52.63%)
3. เมื่อดูหน้าขาย ให้ตรวจสอบ 3 จุด คือ อัตราชนะ จำนวนครั้ง และระยะเวลาการตัดสิน
■ รายงานผลการใช้งานบนหน้าขาย ควรดูอะไรบ้าง (เช็คลิสต์)
ในบทก่อนหน้าได้ดูวิธีอ่านอัตราชนะไปแล้ว
เหตุผลที่ทฤษฎีผลลัพธ์ต่างจากผลลัพธ์จริงจะพูดในเล่มต่อไป
ในบทนี้จะสรุปวิธีดูอัตราชนะบนหน้าขายเป็น “เช็คลิสต์”
รายการที่จะตรวจมี 5 ข้อ
① ระยะเวลาคือช่วงไหน?
มีสัญลักษณ์ว่า “ผลงานจริง” พร้อมกับระบุช่วงเวลาอย่างชัดเจนหรือไม่
หากช่วงเวลาที่ระบุไม่ชัด ผลลัพธ์อาจถูกคัดเลือกจากช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น และไม่ตรงกับกรอบที่กฎหมายกำหนด
การนำเสนอระยะเวลาที่เหมาะสมเป็นที่เรียกว่า “Cherry-picking”
ตามกฎหมายการโฆษณาสินค้าและบริการ หากนำเสนอจริงเกินจริงก็เป็นการหลอกลวง และเป็นประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญชี้แจง
หากไม่มีการระบุช่วงเวลาในผลงาน จะต้องสงสัยในจุดนี้
②จำนวนครั้ง (ตัวหาร) ระบุหรือไม่
เหมือนในบทที่ 2
อัตราชนะอย่างเดียวไม่บอกว่ามีการชนะใน 10 ครั้งหรือ 1000 ครั้ง
ถ้าไม่มีจำนวนรอบ จะเป็นข้อมูลไม่เพียงพอ
③วันที่แพ้มีบันทึกหรือไม่
ถ้าดูรูปวันชนะและสถิติเบิกรวมเป็นชุด ให้ค้นหาว่ามีบันทึกวันที่แพ้หรือไม่
การนำเสนอเรื่องราวดีๆ หรือผลงานดีๆだけเป็น “โฆษณาไม่พิสูจน์” ซึ่งเป็นปัญหาและถูกระบุว่าเป็นการโอ้อวดโดยไม่มีหลักฐาน
แพลตฟอร์มบริการสำหรับบุคคลทั่วไปก็ระบุว่า ห้ามนำเสนอเรื่องราวดีๆ ที่ไม่ได้มีพื้นฐานและข้อมูลประกอบ
อนุญาตเพียงการแสดงผลลัพธ์ที่มีเหตุผลและอ้างอิงได้ และหากมีหลายผลงาน จะต้องระบุรายละเอียด
การแสดงผลที่ไม่มีวันที่แพ้เลยเป็นสัญญาณเตือนด้วยตัวเอง
④ระยะเวลาการตัดสินและอัตราการจ่ายถูกระบุหรือไม่
ตามบทที่ 2 ระยะเวลาการตัดสินมีผลต่อจุดคุ้มทุน (15 วินาที 48.78%, 180 วินาที 52.63% เป็นต้น)
ถ้าเขียนว่า “อัตราชนะ 60%” อย่างเดียว หน้าขายจะไม่มีระบุระยะเวลาจึงไม่สามารถบอกได้ว่า 60% นั้นเป็นโซนบวกใหญ่หรือโซนบวกเล็ก
⑤มีความแตกต่างระหว่างผลงานอัตโนมัติ versus ผลงานด้วยตนเองหรือไม่
หากบันทึกจุดสัญญาณเมื่อไหนก็เพียงพอ แต่เมื่อระบบส่งคำสั่งและทำการจริงกับผู้ให้บริการ ผลลัพธ์อาจต่างกันแม้ใช้ตรรกะเดียวกัน
บางหน้าขายระบุว่า “ผลงาน” โดยไม่ได้ระบุขั้นตอนตัวเลขที่ชัดเจน
ถ possible ให้สอบถามเพื่อยืนยันว่าเป็นบันทึกการทำรายการจริงผ่านระบบอัตโนมัติหรือเป็นการประเมินด้วยตนเอง
| No. | รายการตรวจ | ○×欄 |
|---|---|---|
| ① | ช่วงเวลาผลงานระบุอย่างชัดเจนหรือไม่ | |
| ② | จำนวนครั้งที่อ้างอ King (ตัวหาร) ระบุหรือไม่ | |
| ③ | มีบันทึกวันที่แพ้หรือช่วงเวลาที่แพ้หรือไม่ | |
| ④ | ระยะเวลาการตัดสินและอัตราการจ่ายถูกระบุหรือไม่ | |
| ⑤ | มีการแยกแยะระหว่างการใช้งานอัตโนมัติกับการประเมินด้วยตนเองหรือไม่ |
หากเช็คลิสต์นี้มีช่องว่างอย่างน้อยหนึ่งช่อง หมายถึงยังไม่มีข้อมูลพอในการตัดสินใจ
ลองดูตัวอย่างเพิ่มเติม
สมมติว่า “ในรอบปีล่าสุด มีคำขอซื้อขาย 720 รายการ และถูกถูกต้อง 463 รายการ อัตราชนะ 64.3%” (ตัวอย่างสมมติ)
ในด้านที่ ① ระยะเวลาและ② จำนวนครั้งถูกระบุร่วมกัน จะผ่าน 2 ข้อแรกของเช็คลิสต์
แต่ในส่วนที่ ③ วันที่แพ้ ④ ระยะเวลาการตัดสินและอัตราการจ่าย และ⑤ การใช้งานอัตโนมัติหรือการประเมินด้วยตนเองยังไม่ระบุ
ไม่ควรตัดสินว่าเป็นเครื่องมือดีจากเพียงสองข้อแรก ควรตรวจหาสิ่งที่เหลือด้วย
ถึงแม้จะเห็นตัวเลขดีบางส่วน แต่กรอบหลังเช็คลิสต์ยังว่างเปล่าก็ยังต้องหาข้อมูลต่อไป
สินค้าจำหน่ายอื่นแบบซื้อขาด บนหน้าสินค้าก็มีการถ่ายทอดสดได้โดยตรงเพื่อแสดงให้เห็นว่าอยู่ในระหว่างใช้งาน ซึ่งระบุช่วงเวลาด้วย
ภาพผลงานที่มีวันที่บนหลายภาพก็ช่วยให้เข้าใจช่วงระยะเวลาได้
แต่ไม่ใช่ว่าจะทราบได้จากหน้าบทความว่าเป็นการทำรายการผ่านระบบอัตโนมัติหรือบันทึกด้วยตนเอง
หากยังไม่ชัดเจนในข้อ ⑤ เช็คลิสต์จะไม่ครบถ้วน
เพื่อความชัดเจน ผมจะตรวจสอบหน้าเพจสินค้าของเครื่องมือสัญญาณ SpikeEdge ที่ผู้เขียนเองให้ข้อมูลอยู่ด้วย
ระบุอัตราการจ่ายตามช่วงเวลา และผลงานที่ระบุช่วงเวลาและจำนวนครั้ง
บันทึกวันที่แพ้และการใช้งานจริงผ่านระบบอัตโนมัติยังระบุไว้อย่างครบถ้วน
ด้วยวิธีนี้ หากเครื่องมือสัญญาณมีข้อมูล ①〜⑤ ครบถ้วน ก็ถือเป็นข้อมูลที่ควรพิจารณาซื้อได้
ในทางกลับกัน หากข้อมูลเหล่านี้ขาดหน้าเพจ ก็ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในขณะนั้น
สุดท้าย ผมจะพูดถึงข้อความยกเว้นความรับผิดชอบด้วย
ข้อความว่า “ผลงานในอดีตไม่รับประกันกำไรในอนาคต” มักพบในหน้าขายที่มีความรับผิดชอบทางจริยธรรม
การมีหรือไม่มีข้อความนี้เองไม่ได้ชี้วัดถึงคุณภาพโดยตรง
แต่เป็นหนึ่งในสัญญาณที่บอกว่า ผู้เขียนรับรู้ถึงคำกล่าวที่อาจมากจนเกินไปหรือไม่
สรุปบทนี้ 3 บรรทัด
1. รายงานผลบนหน้าขายควรตรวจสอบ 5 ข้อ ได้แก่ ระยะเวลา, จำนวน, วันที่แพ้, ระยะเวลาตัดสินและอัตราการจ่าย, และความเป็นการใช้งานจริงหรือการประเมินด้วยตนเอง
2. การเลือกช่วงเวลาที่ดีอย่างเดียวหรือการเรียบเรียงเรื่องราวดีๆ โดยไม่อ้างอพื้นฐาน เป็นการแสดงที่ถูกตีความว่าไม่ถูกต้องตามกฎ/กฎหมาย
3. หากมีข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อว่างเปล่า ผลการประเมินยังไม่เพียงพอ
■ สรุปและฟรีทดลองใช้งาน
จนถึงตอนนี้ เราได้ดูวิธีอ่านอัตราชนะและเช็คลิสต์บนหน้าขายแล้ว
เมื่อดูตัวเลขบนหน้าขาย ให้ตรวจสอบ ①ระยะเวลา ②จำนวนครั้ง ③วันที่แพ้ ④ระยะเวลาตัดสินและอัตราการจ่าย ⑤ผลการใช้งานอัตโนมัติหรือการประเมินด้วยตนเอง
นี่คือสิ่งที่ฉันอยากบอกมากที่สุด
เช็คลิสต์นี้จะมีที่ให้ลองใช้งานฟรีในสถานที่ที่คุณสามารถทดลองด้วยมือจริงได้
จากนี้ไป รูปแบบการแนะนำจะแตกต่างกันไปตามที่มาของบทความนี้
เช็คลิสต์ของบทความนี้ได้ถูกนำไปใช้งานจริงกับเครื่องมือสัญญาณที่มีหน้าเพจโกโกจัง (GoGoJungle) โดยเผยแพร่ให้ใช้งานฟรี
การใช้งานด้วยวิธี Martingale (เพิ่มเงินเดิมพันทุกครั้งที่แพ้ เพื่อพยายามคืนทุนเมื่อชนะ) หรือ Pyramid (เพิ่มเดิมพันเมื่อชนะ) สามารถปรับตัวเลขได้ด้วยตัวเอง แต่จะแจ้งเป็นฟีเจอร์ที่ต้องชำระเงินในภายหลัง
ส่วนที่ใช้ฟรีได้คือการจำลองการเทรดทีละรอบ
→ https://www.gogojungle.co.jp/tools/ebooks/85729
ลองใช้งานฟรีหนึ่งรายการ แล้วค่อยย้อนกลับมาดูสิ่งที่บทความนี้เขียนไว้
อย่าคิดว่าข้อมูลเป็นสิ่งที่ควรเชื่อไปโดยไม่ตรวจสอบด้วยตนเอง นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากบอกมากที่สุดผ่านบทความนี้
ซีรีส์นี้มีทั้งหมด 3 เล่ม เล่มที่ 2 จะกล่าวถึง “ทำไมค่าทางทฤษฎีและการทำรายการจริงถึงไม่ตรงกัน” (เมื่อใช้งานเทรดอัตโนมัติ อัตราชนะจะลดลงมากแค่ไหน และตัวอย่างฟิลเตอร์ที่ไม่ทำงาน) และเล่มที่ 3 จะกล่าวถึง “กลไกที่ทำให้มาร์ตินหมดตัวและแนวคิด ‘จำนวนครั้ง×ค่าเฉลี่ยคาดหวัง’” (วิธีที่จำนวนครั้งมีบทบาทมากกว่าการเพิ่มอัตราชนะ)
สรุปบทนี้ 3 บรรทัด
1. จุดประสงค์ของบทความนี้คือให้ผู้อ่านกลายเป็นคนที่ตั้งข้อสงสัยต่อหน้าตัวเลขผลลัพธ์ด้วยตนเอง
2. เครื่องมือจำลองการทดลองฟรีที่ใช้งานได้ง่ายสามารถดูได้จากหน้าสินค้าของ GoGoJungle
3. เล่มต่อไปจะกล่าวถึง “ความไม่ตรงของค่าทางทฤษฎีกับรายการจริง” และ “กลไกที่ทำให้มาร์ตินหมดตัว”
*บทความนี้เป็นร่างที่เขียนจากบันทึกและการตรวจสอบโดยผู้พัฒนาเอง และไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการการันตีกำไร โปรดทำการเทรดด้วยความรับผิดชอบของตนเอง*
■ สุดท้าย มุ่งสู่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมีค่าใช้จ่าย
บทความนี้เผยแพร่เป็นเล่มแรกของซีรีส์ฟรี
เล่มที่ 2 “ทำไมค่าทางทฤษฎีและการทำรายการจริงถึงไม่ตรงกัน” (และรวมถึงตัวอย่างฟิลเตอร์ที่ไม่ได้ผลในการใช้งานอัตโนมัติ) และเล่มที่ 3 “กลไกที่มาร์ตินทำให้หมดตัวและแนวคิด ‘จำนวนครั้ง×ค่าเฉลี่ยคาดหวัง’” จะวางจำหน่ายเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เชิงพาณิชย์ผ่าน GoGoJungle
เครื่องมือคำนวณกำไร-ขาดทุนทดลองใช้งานฟรี (การตรวจสอบแบบครั้งเดียว) ตั้งอยู่ที่นี่