ความแตกต่างที่เด็ดขาดระหว่างคนที่สามารถปั่นไปตามกระแสตลาดกับคนที่ถูกกระแสตลาดกลืนกินตลอดไป
ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างผู้ที่สามารถบินตามคลื่นของตลาดกับผู้ที่ถูกคลื่นกลืนกินได้นานไป
เมื่อคุณลงทุนในหุ้นต่อไป จะพบปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาด เมื่อมองกราฟเดียวกัน บางคนสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง ขณะที่บางคนกลับขาดทุนซ้ำซาก ทั้งๆ ที่ได้ข้อมูลและดูหุ้นตัวเดียวกัน ผลลัพณ์กลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความแตกต่างนี้มาจากที่ใดกันแน่
ผู้ที่เริ่มเรียนการวิเคราะห์เชิงเทคนิคส่วนใหญ่ในขั้นแรกจะจ้องมองกราฟอย่างตั้งใจ และจำตัวชี้วัดเช่นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่MACDและRSIพร้อมๆ กัน แต่หลังจากหลายเดือนก็มีประสบการณ์ว่าไม่เพียงแต่ทรัพย์สินไม่เพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามกลับลดลง ความรู้ที่เพิ่มขึ้นอาจไม่แปลเป็นผลลัพธ์ที่ดี เหตุผลอยู่ที่วิธีการเผชิญหน้ากับแก่นแท้ของตลาดมากกว่าความเข้าใจในการวิเคราะห์เชิงเทคนิคเอง
สิ่งที่ฉันจะพูดถึงในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องสัญญาณซื้อขายเฉพาะเจาะจง หรือไม่ใช่เรื่องว่า indicator ใดดีเยี่ยมกว่า แต่เป็นว่า “การอ่านคลื่นของตลาด” คืออะไร มีความหมายพื้นฐานอย่างไร และกรอบความคิดที่จำเป็นในการนำไปปฏิบัติจะเป็นอย่างไร หลังจากอ่านจบ คุณอาจเห็นกราฟในมุมมองที่ต่างออกไปอย่างแน่นอน
ผู้คนทั้งหมดที่เข้าร่วมในตลาดต่างพึงพาใจและอารมณ์ของตนเองขณะซื้อขาย ไม่ว่าธนาคารสถาบันหรือนักลงทุนรายย่อยAIการซื้อขายที่มีความถี่สูงก็ล้วนแต่แลกเปลี่ยนบนเวทีตลาดเดียวกัน กันทุกการกระทำส่งผลให้เห็นในรูปแบบกราฟ
นั่นคือสิ่งที่การวิเคราะห์เชิงเทคนิคหมายถึง ไม่ใช่การจำ pattern แบบใช้ตัวชี้วัดหรือสูตรคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นการอ่านสภาวะจิตใจของผู้เข้าร่วมตลาดทั้งหมด เมื่อเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ชี้ขึ้น นั่นไม่ใช่แค่ตัวเลขเรียงกัน มันสะท้อนถึงมุมมองที่นักลงทุนส่วนใหญ่มีต่อหุ้นนี้ในเชิงบวก และความแรงในการซื้อมีมากกว่าความแรงในการขายอย่างต่อเนื่อง
การมีมุมมองเช่นนี้คือจุดแบ่งที่สำคัญระหว่างผู้ที่ใช้งานการวิเคราะห์เชิงเทคนิคอย่างคล่องแคล่วกับผู้ที่ไม่สามารถทำได้ การมองกราฟไม่ใช่ “บันทึกของราคาย้อนหลัง” แต่เป็น “สะสมของจิตวิทยามนุษย์ในปัจจุบัน” การเปลี่ยนทัศนคตินี้คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
ราคาหุ้นเคลื่อนไหวไม่ใช่มูลค่าประเมินโดยแท้ของบริษัท แต่เป็นผลรวมของคาดหวังของผู้คนต่อบริษัทนั้น เกินกับบางคนอาจเข้าใจในหัวใจ แต่ในตลาดจริงๆ บางครั้งราคากลับลดลงเมื่อประกาศงบดี บางครั้งข่าวร้ายก็ส่งราคาขึ้น กระบวนการนี้ไม่ใช่ตลาดผิด แต่เป็นการสะท้อนคาดหวังที่เข้าไปในราคาหลังจากนั้นหรือความคาดหวังใหม่ที่เกิดขึ้น
วัตถุประสงค์เดิมของการศึกษาเชิงเทคนิคคือการรับรู้การเปลี่ยนแปลงใน “ค่าคาดหวัง” นี้ ไม่ใช่เพื่อหาคุณค่าหุนหัน การวิเคราะห์พื้นฐานอาจแสดงบริษัทที่ดี แต่เมื่อเวลาที่ตลาดคาดหวังลดลง ราคาจะลง ในทางกลับกัน แม้บริษัทจะทำผลงานไม่ดี แต่เมื่อมีความคาดหวังว่าจะฟื้นตัว ราคาจะขึ้น สภาวะของตลาดคือการเปลี่ยนแปลงของค่าคาดหวังที่แพร่กระจายไป
หลายๆ นักลงทุนผิดหวังกับการวิเคราะห์เชิงเทคนิคเพราะจำ pattern มากเกินไป อยากได้ “Gold Cross” เพื่อซื้อ หรือ “Dead Cross” เพื่อขาย แต่การใช้งานเชิงกลไร้จิตใจนี้จะไม่ทำให้เข้าใจแก่นแท้ของตลาด เพราะตลาดไม่ใช่เรื่องง่ายที่ pattern เดียวจะนำไปสู่ผลลัพธ์เดียวเสมอ
ยกตัวอย่าง Gold Cross25วันค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่75วันทะลุขึ้น Pattern นี้อาจชี้ให้เห็นแนวโน้มขาขึ้นต่อไปได้จริงๆ แต่ถ้าปริมาณการซื้อขายไม่ชุมชุม มันอาจเป็นเพียงการเคลื่อนไหวราคาชั่วคราวเท่านั้น ในช่วงที่ตลาดโดยรวมอยู่ในแนวโน้มขาลง การเกิด Gold Cross อาจบอกถึงจังหวะขายเมื่อราคาส่งกลับขึ้น
สิ่งสำคัญไม่ใช่ pattern เอง แต่บริบทที่ pattern นั้นเกิดขึ้น ความหมายของสัญญาณเดียวกันอาจเปลี่ยนไปอย่างมากขึ้นอยู่กับแนวโน้มใหญ่ นี่คือจุดที่จำเป็นต้องมีมุมมองหลายเฟรมเวลา
หากดูแต่กราฟรายวัน เวลาจะสนใจแต่การเคลื่อนไหวหน้าตรง แต่ถ้ารวมกราฟรายสัปดาห์และรายเดือน จะเห็นภาพรวมที่ใหญ่ขึ้น หากหุ้นอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวบนรายเดือน แต่บนรายสัปดาห์กำลังอยู่ในช่วงปรับฐาน และบนรายวันดูเหมือนราคากำลังลดลง นี่อาจเป็นโอกาสซื้อในช่วงราคากด พอในกรณีที่รายเดือนอยู่ในแนวโน้มขาลง ราคาบนกราฟรายวันขึ้นอาจเป็นโอกาสขายกลับลง
การติดตามเทรนด์ใหญ่ด้วยเวลาเฟรมใหญ่และหาจังหวะเข้าในเฟรมเวลาย่อยเป็นกฎที่ช่วยให้การตีความความหมายของ pattern เปลี่ยนไปอย่างมาก
หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดของการวิเคราะห์เชิงเทคนิคคือ การสนับสนุนและแนวต้าน ไม่ใช่เพียง “โซนราคาที่กลับตัวในอดีต” แต่เป็นระดับราคาที่สรุปจิตวิทยาของนักลงทุน
ยกตัวอย่างหุ้นที่2000เยนเป็นระดับที่ถูกปฏิเสธหลายครั้ง ราคานี้มีความหมายพิเศษ นักลงทุนที่ซื้อไว้ที่ระดับนี้อาจมีประสบการณ์ขาดทุนเมื่อราคาลงมาอีกครั้ง เมื่อราคาพวนเข้าใกล้2000เยน นักลงทุนเหล่านั้นจะขายด้วยเหตุผลทางจิตวิทยา เช่น “ถึงจุดนี้ขาดทุนจะได้ตัดขาด” หรือ “ราคากลับมาสู่ระดับเดิมแล้ว ควรขายออกไป” จุดนี้จะสะสมทำให้เกิดแนวต้านขึ้น
ในทางกลับกัน1800เยน ระดับนี้มีนักลงทุนจำนวนมากที่คิดว่า “ถ้าราคาลงมาอีกถึงจุดนี้ก็ถูก” เป็นการสะสมความคิดที่ช่วยให้เกิดการสนับสนุน
เหตุผลสำคัญคือไม่ใช่ราคาสินค้าเอง แต่เป็นจิตวิทยาของนักลงทุนที่แฝงอยู่ในราคานั้น การเข้าใจจุดซื้อที่มีแรงหนุนทางจิตใจจะช่วยให้ทำนายการเคลื่อนไหวถัดไปได้แม่นยำขึ้น เมื่อแนวรับแข็งแรงแตกหัก นั่นไม่ใช่เพียงตัวเลขเปลี่ยนไป นักลงทุนที่เชื่อในระดับราคานั้นจะถูกซ้ำให้ออกขาย ความกดดันในการขายจะส่งผลให้ราคาลดลงต่อไป และหากเกิดการขายต่อเนื่องจะทำให้เกิดการปั่นป่วนและร่วงลงอย่างรุนแรง นี่คือสภาพจริงของปรากฏการณ์ “การร่วงหลังการแตกแนวรับ”
เมื่อคุณดูกราฟด้วยกลไกจิตวิทยาแล้ว ราคาจะดูต่างไปทั้งหมด ไม่ใช่แค่เส้นที่ขึ้นลง แต่เป็นฉากที่มีอารมณ์และการตัดสินใจของนักลงทุนหลายหมื่นคนกำลังแข่งกัน
ปริมาณการซื้อขายเป็น “หลักฐาน” ในกราฟ หากดูว่าการเคลื่อนไหวนั้นน่าเชื่อถือแค่ไหน นี่เป็นข้อมูลช่วยที่สำคัญมาก
เมื่อราคาหุ้นขึ้นไป หากปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น แสดงว่ามีนักลงทุนจำนวนมากเข้าซื้อหุ้นนี้ ซึ่งหมายถึงอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อไป ในทางตรงกันข้าม หากราคาขึ้นแต่ปริมาณขายลดลง แสดงว่านักขายลดจำนวนลง ทำให้ราคาขึ้นเพียงเพราะผู้ซื้อยังมีแรงผลักดันไม่มากเท่านั้น
ในช่วงราคาตกลง ปริมาณการซื้อขายก็เช่นกัน หากมีมูลค่าซื้อมากตามมาอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นปริมาณลดลงและราคายังคงลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แสดงว่าแรงขายกำลังอ่อนลง สถานการณ์ที่เรียกว่าเซลลิ่งคว่ำ (Selling Climax) มักเกิดเมื่อปริมาณการซื้อขายสูงมากและราคาลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นผู้ขายรายใหญ่ขายเสร็จจะทำให้แรงขายหมดและราคากลับตัวขึ้น
อย่างไรก็ตามการดูเฉพาะปริมาณการซื้อขายก็ไม่พอ ควรดูพร้อมกับบริบทอื่นด้วย บางครั้งนักลงทุนรายใหญ่เข้าซื้อในระดับราคาหนึ่งๆ ปริมาณการซื้อขายพุ่งขึ้นโดยไม่ทำให้ราคาขึ้นมาก เราเรียกว่า Accumulation หรือสะสม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณก่อนการขึ้นใหญ่ในอนาคต ในทางตรงกันข้าม หากราคายังคงสูงอยู่ในช่วงที่มีปริมาณการซื้อขายมากๆ และผู้ถือครองหุ้นจำนวนมากขายออกมา นี่อาจเป็นสัญญาณของ Distribution หรือการแจกจ่าย ซึ่งบ่งบอกว่าแรงขายกำลังออกมา
การอ่านคลื่นตลาดคือการตีความพลังอันมองไม่เห็นจากกราฟและปริมาณการซื้อขายด้วยข้อมูลสองอย่างนี้
ถึงตรงนี้ เราได้สื่อสารแนวคิดเชิงเทคนิคที่เป็นแกนสำคัญไปแล้ว แต่จริงๆ แล้วการเข้าใจเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะสร้างกำไรอย่างมั่นคงในตลาด เพราะศัตรูที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่ตลาด แต่คืออารมณ์ตนเอง
สมองของมนุษย์มีโครงสร้างที่ไม่เหมาะกับการลงทุน นี่ไม่ใช่เปรียบเปรย แต่เป็นข้อเท็จจริงที่งานวิจัยพฤติกรรมเศรษฐศาสตร์ชี้ชัด มีอคติหลีกเลี่ยงขาดทุนที่เรียกว่า Loss Aversion ปรากฏการณ์นี้บอกว่าPeople รู้สึกเสียดทอนจากการขาดทุนมากกว่ากำไรที่ได้ จากการเปรียบเทียบจำนวนเงินเดียวกัน2ถึง2.5เทียบเท่ากัน
อิทธิพลทางจิตวิทยานี้ต่อการลงทุนคือทำให้ไม่สามารถตัดขาดทุนได้ เมื่อขาดทุนจะยืนยันการถือครองต่อไป เพราะสมองมนุษย์เกลียดการยืนยันขาดทุนอย่างมาก จึงกอดรอให้ราคากลับขึ้น แล้วราคาจะตกลงไปอีกจนขาดทุนที่เกิดขึ้นในตอนแรกกลายเป็นไม่สามารถกู้คืนได้
ในทางตรงกันข้าม เมื่อมีกำไรอยู่ ก็อยากจะยืนยันกำไรออกไปเร็วๆ เพราะกลัวว่ากำไรจะหายไป จึงขายก่อนแม้ว่ามีโอกาสยังขึ้นอยู่ ซึ่งพฤติกรรมนี้ตรงกันข้ามกับหลักการ “ขาดทุนต่ำ กำไรสูง” และนำไปสู่รูปแบบที่เลวร้ายคือ “ขาดทุนมาก กำไรน้อย”
อคติยืนยันข้อมูล (Confirmation Bias) ก็ทำให้การลงทุนยากขึ้น คนเรามักรวบรวมข้อมูลที่สนับสนับความเชื่อของตนเอง และหลีกเลี่ยงข้อมูลที่ขัดแย้ง เมื่อซื้อหุ้นไปแล้ว ข่าวดีจะถูกค้นหาอย่างกระตือรือร้น ส่วนข่าวร้ายจะถูกมองข้าม ทำให้การตัดสินใจเชิงเหตุผลผิดพลาด
การวิเคราะห์เชิงเทคนิคและการบริหารอารมณ์เป็นเหมือนล้อคู่หนึ่งของรถ ทั้งคู่ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แบบใดแบบหนึ่ง แล้วเราจะทำให้การตัดสินใจลงทุนไม่ถูกอารมณ์ครอบงำได้อย่างไร
คำตอบคือการสร้างกฎและปฏิบัติตามอย่างเรียบง่าย แต่ความเรียบง่ายนี้จริงๆ ยากมาก เพราะความยากไม่ใช่ความซับซ้อนของกฎ แต่เป็นอุปสรรคทางอารมณ์ในการยึดมั่นตามกฎนั้น
การตัดขาดทุนล่วงหน้าและซื้อเมื่อได้ยึดเป็นนิสัยเป็นขั้นตอนแรกของการบริหารอารมณ์ “หุ้นตัวนี้หากหลุด 1700 เยนให้ตัดขาด” และให้ปฏิบัติตามกฎนั้นโดยอัตโนมัติ จุดสำคัญคือให้กรอบการตัดขาดทุนถูกอ้างอิงจากการวิเคราะห์เชิงเทคนิค ไม่ใช่ “ถ้าราคาลง 10% ยังไม่แน่ใจ” แต่ให้ตั้งกรอบว่า “หากหลุด 1700 เยน ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญและอาจเปลี่ยนแนวโน้มไป กระบวนการนี้จึงเริ่มต้นที่การตัดขาดทุนเมื่อหลุด 1700 เยนด้วยเหตุผลที่มีหลักฐานชัดเจน”1700เยนการตัดขาดทุนจึงเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผลเยนหลุดจึงเป็นเหตุผลหลุด
เมื่อมีเหตุผลรองรับแล้ว ก็จะทำให้การดำเนินการเป็นไปโดยอัตโนมัติได้ง่ายขึ้น กรอบการตัดขาดทุนที่ไม่มีเหตุผลจะถูกอุดช่องทางด้วยอุปสรรคทางอารมณ์ให้ล้มเลิกได้ง่าย
การกำหนดขนาดตำแหน่ง (Position Sizing) หรือระดับการลงทุนในแต่ละครั้งก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับการบริหารอารมณ์ หากคุณลงเงินทุนในหนึ่งการเทรดมากจนทำให้ราคาตอบสนองกับการเคลื่อนไหวทางอารมณ์ คุณจะถูกสั่นคลอนด้วยอารมณ์ แม้การวิเคราะห์จะถูกต้อง แต่หากไม่สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาได้อย่างทันเวลา อาจขายออกด้วยจังหวะที่ไม่เหมาะสม การจำกัดสัดส่วนของทรัพย์สิน เช่น5%ถึง10%เป็นขีดจำกัดต่อ一次การเทรด จะทำให้คุณมีสติในสภาวะตลาดที่ย้อนกลับชั่วคราวได้มากขึ้น
นี่ไม่ใช่เรื่องการบริหารเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการบริหารสภาพจิตใจเพื่อให้การวิเคราะห์เชิงเทคนิคไม่ถูกอารมณ์บิดเบือน
ในตลาดมีสองสภาพหลักคือ เทรนด์เทรนด์เรียลและตลาดแคบ เห็นแยกแยะสองสภาพนี้ให้ชัดเจนเป็นเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้ทำกำไรอย่างมั่นคง
เทรนด์คือสภาวะที่ราคายังคงเคลื่อนไหวในทิศทางหนึ่ง ในแนวโน้มขาขึ้น ราคาสูงสุดและต่ำสุดจะเพิ่มสูงขึ้น หากราคาชนจุดสูงสุดเดิมและไม่หลุดจุดต่ำสุดเดิม แนวโน้มขาขึ้นจะยังคงอยู่ ตรงกันข้าม แนวโน้มขาลงจะมีราคาสูงสุดและต่ำสุดลดลง
ตลาดแคบคือสภาวรที่ราคาทดสอบอยู่ในช่วงราคาที่แน่น เหนือระดับจะเจอแนวต้าน ข่าลงจะเจอแนวรับ การเคลื่อนไหวนี้จะเกิดซ้ำๆ
การประเมินสภาพทั้งสองนี้ผิดพลาดเป็นสาเหตุของการขาดทุนส่วนใหญ่ หากคาดหวังการเคลื่อนไหวในตลาดอย่างเทรนด์ขาเดียวในตลาดที่เป็นแรนจ์ จะทำให้ขาดทุน เมื่ออยู่ในระหว่างการเกิดแนวโน้มตลาด เลือกซื้อเพื่อติดตามแนวโน้มเพื่อซื้อขายในทิศทางเดียวก็จะทำให้ราคาย้อนกลับและขาดทุนซ้ำๆ
วิธีหนึ่งในการประเมินสภาพตลาดในปัจจุบันคือการใช้ตัวชี้วัดADXADXค่า25> 20ต่ำกว่ามากเป็นไปได้ว่าจะเป็นตลาดแรนจ์ แต่อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เกณฑ์ที่แน่นอน ต้องดูรอบๆ เช่น ความกว้างของ Bollinger Band และระยะห่างของราคาจากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ หรือมุมมองจากหลายกรอบเวลา เพื่อประเมินรวม
ในตลาดเทรนด์ การเข้าออกตามจังหวะที่ขอดีเพื่อเข้าสู่การซื้อด้วยทิศทางเดียวเป็นกลยุทธ์พื้นฐาน ในขณะที่ตลาดแรนจ์ การแตะสนับสนุนแล้วซื้อ และเมื่อแตะแนวต้านให้ขายเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ การปรับกลยุทธ์ตามสภาวะตลาดเป็นอาวุธสำคัญ
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยของประเทศเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยมหภาคอื่นๆ เช่น แนวโน้มตลาดสหรัฐ เปลี่ยนค่าเงิน ราคาน้ำมันและทรัพยากร ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อหุ้นญี่ปุ่นมาจากแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐและค่าเงินNYดัชนี DowS&P500ที่ลดลงอย่างมากในวันถัดไป ตลาดญี่ปุ่นมักเคลื่อนไหวตามไปด้วย ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการเคลื่อนย้ายทุนระดับโลก เมื่อความเสี่ยงลดลง นักลงทุนจะขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น แล้วซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง US Treasuries หรือทองคำ และขายเยนญี่ปุ่น เมื่อเหตุการณ์นี้เกิด หุ้นญี่ปุ่นจะเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินเยนและราคาหุ้นที่ลดลง
การเข้าใจสภาพแวดล้อมภายนอกและรวมเข้ากับการวิเคราะห์เชิงเทคนิคจะทำให้ความเชื่อมั่นของสัญญาณสูงขึ้น แม้สัญญาณการซื้อจะแข็งแกร่งในเชิงเทคนิค หากตลาดสหรัฐไม่มั่นคง สัญญาณนั้นจะถูกลดความเชื่อถือกลับ ในทางกลับกัน หากสภาพแวดล้อมภายนอกเสถียรและสัญญาณเชิงเทคนิคก็แข็งแกร่งก็สามารถเข้าได้ด้วยความมั่นใจสูง
ติดตามทิศทางดัชนีอย่าง Nikkei 225 หรือ TOPIX อยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ แม้หุ้นรายตัวจะมีสถานะดี แต่ตลาดรวมที่ราคาร่วงลงอย่างมากจะทำให้หุ้นส่วนใหญ่ตามลงไปด้วย การเปรียบเทียบระหว่างแนวโน้มตลาดรวมและการเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวเป็นมุมมองระดับมหภาคกับจุดเชื่อมต่อไมโคร การลงทุนมักจะเห็นว่าความมั่นคงของผลประกอบการและทิศทางตลาดรวมมีความสัมพันธ์กันไม่เสมอไป
มีอะไรที่ได้พบมาตลอดหลายปีที่ลงทุน คือ ผู้ที่มีผลตอบแทนคงที่ในตลาดมักเป็นผู้ที่ “รอได้”
เมื่อเรียนรู้การวิเคราะห์เชิงเทคนิค จะทำให้ดูกราฟแล้วอยากหาจังหวะซื้อขายอยู่เสมอ มองหาช่องว่างในทุกการเคลื่อนไหวและพยายามหาหลักฐานในการเข้าไปซื้อ แต่จริงๆ โอกาสที่ดีมากๆ ไม่ได้มีบ่อย การได้ชุดตั้งค่าที่สมบูรณ์แบบหลายครั้งต่อเดือนเป็นเรื่องที่หายาก
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำนวนมากก็ยังคงซื้อขาย เพราะความเร่งรีบและความกังวลว่า “ถ้าไม่ทำตอนนี้จะพลาดไป” ความรู้สึกนี้ทำให้เกิดการเข้าออกที่ไม่มีหลักฐานมากพอ
ดังที่ Warren Buffett กล่าวไว้ว่า “นักลงทุนที่ดีคือคนที่ใช้เวลานานในการไม่ทำอะไร” บทเรียนด้านการกระทำในการลงทุนคือคุณค่าอยู่ในสิ่งที่คุณไม่ทำด้วย มากกว่าคือสิ่งที่คุณทำ เมื่อเงื่อนไขยังไม่พร้อม การไม่ทำธุรกรรมก็เป็นการตัดสินใจลงทุนที่ถูกต้อง
เพื่อให้การ “รอ” มีประสิทธิภาพ การจดบันทึกการเทรดจึงมีประโยชน์ บันทึกเหตุผลในการเข้าออเดอร์ แนวรับแนวต้านและเหตุผล แนวกำไรที่คาดหวัง ผลลัพธ์จริง และบทเรียนที่ได้ จะทำให้เห็นรูปแบบการซื้อขายและจุดอ่อนของคุณ ความผิดพลาดจากอารมณ์อาจถูกสะกดออกมาได้ และคุณอาจพบรูปแบบที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อนไม่ว่าในสถานการณ์ใด
การอ่านคลื่นตลาดไม่ใช่การทำนายอนาคตอย่างตรงไปตรงมา แต่นี่เป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดที่สำคัญมาก
นักลงทุนหลายคนพยายามทายว่า “ราคาจะขึ้นไปถึงไหน” หรือ “เมื่อไหร่จะลง” แต่อนาคตของตลาดไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำ แม้ระดับมืออาชีพผู้ค้าก็คาดการณ์ได้ประมาณ50%ถึง60%เท่านั้น ส่วนที่เหลือ40%ถึง50%จะผิดพลาด
แล้วทำไมมืออาชีพถึงสามารถทำกำไรได้? เพราะพวกเขาสร้างความไม่สอดคล้องระหว่างการถูกต้องกับการผิดพลาด โดยได้กำไรจากการทำนายที่ถูกต้องมากกว่าขาดทุนจากการทำนายที่ผิดพลาด10รอบการเทรด6รอบถูกต้อง4รอบผิดพลาด2ถ้าได้กำไรเมื่อถูกต้องมากกว่าขาดทุนเมื่อผิดพลาดทั้งหมดก็ยังเป็นบวกโดยรวม
บทบาทที่แท้จริงของการวิเคราะห์เชิงเทคนิคคือ “ค้นหาสถานการณ์ที่ได้เปรียบในเชิงความน่าจะเป็น” และ “จำกัดการขาดทุน” ทั้งสองอย่างจำเป็นต่อกัน ไม่ใช่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะหาสถานการณ์ได้ดีแค่ไหน หากไม่สามารถตัดขาดทุนได้ก็ไร้ประโยชน์ และหากสามารถตัดขาดทุนได้แต่เข้าเฉพาะเมื่อสภาพการณ์ดีๆ ก็จะทำให้ผลตอบแทนไม่สูง
การขึ้นตามคลื่นตลาดไม่ใช่การไล่ตามแนวโน้มใหญ่ด้วยทิศทางเดียวอย่างเดียว แต่เป็นการไล่ตามช่วงเวลาที่มีความน่าจะเป็นสูง แล้วถ้าเริ่มเห็นสัญญาณที่แนวโน้มอาจล้มลง ให้ลงจากตลาดอย่างรวดเร็ว วงจรดังกล่าวไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบทั้งหมด คุณเพียงแต่ต้องเอาไว้ตรงกลางคลื่นเท่านั้น การซื้อในจุดต่ำของคลื่นและขายจุดสูงสุดของคลื่นเป็นสาเหตุของความล้มเหลวส่วนใหญ่
สุดท้ายนี้ สิ่งที่อยากบอกคือ การเรียนรู้การวิเคราะห์เชิงเทคนิคไม่ใช่การได้ทักษะหนึ่งๆ แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องในการทำความเข้าใจกับตลาดและตัวคุณเอง เมื่อเริ่มดูกราฟครั้งแรก คุณอาจเห็นได้แค่เส้นแนวโน้มขึ้น-ลงทางขวา อย่างไรก็ตาม หากเรียนรู้ต่อไป คุณจะเห็นจุดเปลี่ยนของแนวโน้ม ความหมายของแนวรับ-แนวต้าน และยิ่งกว่านั้น เมื่อความเปลี่ยนแปลงปริมาณและคุณสมบัติของการเคลื่อนไหวของราค ทำให้คุณจินตนาการถึงการเคลื่อนไหวของผู้ซื้อรายใหญ่ที่แฝงอยู่
แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ การเข้าใจรูปแบบอารมณ์ของตัวเองผ่านการดูกราฟ คิดถึงช่วงเวลาที่คุณเสียสติเมื่อไร ช่วงที่คุณโลภมาก ช่วงที่คุณกลัวและตัดสินใจไม่ดี การรู้จักสิ่งเหล่านี้จะมีผลมากต่อผลลัพธ์การลงทุนในระยะยาว
กราฟเปิดเผยแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่สิ่งที่คุณอ่านและการตัดสินใจที่คุณทำขึ้นอยู่กับกรอบคิดและความสามารถในการบริหารอารมณ์ของคุณเอง ผู้ที่สามารถอ่านคลื่นตลาดได้ไม่ใช่ผู้ที่ทำนายทิศทางคลื่นอย่างแม่นยำเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่ไม่ถูกคลื่นกลืนกินและยังคงยึดมั่นตามกฎของตนเอง
ตลาดมีข้อความทุกเมื่อ การอ่านข้อความด้วยเครื่องมือวิเคราะห์เชิงเทคนิคและเผชิญกับความท้าทายทางอารมณ์ของคุณเองคือจุดที่นักลงทุนสามารถอยู่ร่วมกับตลาดได้ในระยะยาว และผู้เขียนเชื่อว่านี่คือจุดที่นักลงทุนจะอยู่ร่วมกับตลาดได้นาน