สาเหตุที่เงินเฟ้อไม่หยุดจริงๆ – สรุปให้ง่ายสำหรับมือใหม่
สภาพเศรษฐกิจที่ดี
เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว รายได้ของทุกคนก็เพิ่มขึ้น ความต้องการซื้อสินค้าและบริการก็เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นด้วย เมื่อความต้องการ (ความต้องการ) มากกว่าปริมาณสินค้าและบริการ (การอุปทาน) ที่มีอยู่ ราคาก็จะสูงขึ้น นี่คือภาวะเงินเฟ้อ และการที่ราคาสูงขึ้นหมายถึงจำเป็นต้องมีปริมาณเงินมากขึ้น ทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
สภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี
ตรงกันข้าม เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ของทุกคนลดลง ความต้องการซื้อสินค้าและบริการลดลง ผลให้ราคาสินค้าและบริการลดลง นี่คือภาวะเงินท้องถิ่นถดถอย และเมื่อราคาลดลง แสดงว่าจำนวนเงินในระบบโลกน้อยก็จริงอยู่ แต่เงินก็ล้นตลาดลง
ธนาคารกลางมีนโยบายคุมเข้มในช่วงเงินเฟ้อ และผ่อนคลายการเงินในช่วงเงินฝืด โดยมีวิธีการสองอย่าง คือ 1. ปรับอัตราดอกเบี้ย 2. ปรับปริมาณเงินในระบบ (นโยบายทางการเงิน) ซึ่งเรียกว่านโยบายการเงิน วันนี้เราพูดถึงข้อที่ 2 แม้ว่าแน่นอนว่าธนาคารกลางก็มีการปรับปริมาณเงินอยู่เสมอ
และจนถึงตรงนี้ก็เป็นการบรรยายตามตำราปกติ แต่
ในโลกนี้มีสถานการณ์ที่แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี ราคาสินค้าก็ขึ้น (เงินเฟ้อ) เกิดขึ้นในหลายประเทศ ทั้งนี้รัฐบาลอาจออกตัวเลขอย่างว่า “เศรษฐกิจดี” หรืออะไรก็ตาม แต่ความจริงคือการตีความข้อมูลเหล่านี้มีหลายวิธี และปัจจุบันญี่ปุ่นเองก็มีค่าแรงของบริษัทที่ขึ้น แต่ชนชั้นยากจนกลับเพิ่มขึ้นด้วย บางคนเรียกว่านี่เป็นความแตกแยกทางสังคม ซึ่งไม่ใช่การบอกว่าเศรษฐกิจดีเพียงอย่างเดียว อีกทั้งจะขออธิบายเพิ่มเติมในโอกาสหน้า แต่วันนี้ขอหยิบสาระสำคัญมาบอกสั้นๆ ก่อน
จากนี้ไป ตลอดเวลาของสังคม ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะดีหรือร้าย เงินเฟ้อไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตามที่อธิบายไว้ด้านบน เศรษฐกิจดีมีเงินเฟ้อ เศรษฐกิจร้ายน้ำเงินมีเงินฝืด ไม่ใช่สภาพที่เปลี่ยนแปลงไป
เหตุผลง่ายๆ คือ ตั้งแต่ปี 1971 เป็นต้นมา หลายประเทศพิมพ์เงินมากเกินไป ก่อนปี 1971 เรามีระบบเหรียญทองที่แต่ละประเทศไม่สามารถพิมพ์เงินมากกว่าปริมาณทองที่มีอยู่ได้ และเงินที่พิมพ์ออกมาก็มีค่าเพราะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นทองได้ แต่เมื่อยุติระบบทองคำและออกแบบเป็นเงินที่ประเทศนั้นๆ เชื่อถือ ธนบัตรที่ออกมาก็ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นอะไรที่จับต้องได้ แต่ด้วยความเชื่อมั่นของประเทศต่อเศรษฐกิจ เงินที่ออกมาจึงถูกพิมพ์มากขึ้นเป็นสิบๆ ปี ผลลัพธ์คือการระบาดของเงินหลังโควิด
การมีปริมาณเงินมากเกินไปหมายถึงคุณค่าของเงินก็ตกลง ดังนั้นทองคำและเงินจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับนักเรียนที่มักได้ยินกัน เช่น แม้จะวัดมูลค่าของเงินดอลลาร์ด้วยเงินตราอย่างเยน ยูโร ปอนด์ หรือสกุลเงินหกต่างๆก็ไม่ถูกต้องเต็มที่ เพราะสกุลเงินที่ใช้อยู่นั้นก็สกุลเงินตราเช่นกัน ดังนั้นเพื่อวัดมูลค่าที่ถูกต้องจึงอิจฉีทองคำเป็นค่าอ้างอิงที่แม่นยำยิ่งขึ้น หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์ก็เช่นกัน
ราคาสินค้าและบริการไม่ได้สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มูลค่าของสกุลเงินลดลง และแนวโน้มนี้คงอยู่ต่อไป ไม่ใช่แค่การคาดการณ์ ดังนั้นหลายประเทศจึงพิจารณาวางเงินคริปโตที่รัฐออกมาควบคุม
เมื่อคิดถึงการลงทุนในระยะยาวก็ขอให้พิจารณาคำแนะนำนี้ด้วย